วันพุธที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2556

ผู้นำแห่งความสำเร็จ


ผู้นำแห่งความสำเร็จ
องค์กรไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ก็สามารถทสิ่งที่ยิ่งใหญ่จนได้รับคำชื่นชมว่ามีความสำเร็จได้ทั้งนั้น ขอเพียงมีองค์ประกอบในการทำงานดี ความสำเร็จก็รออยู่ไม่ไกลองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งคือ ผู้นำต้องดี ถ้ามีผู้นำดี ลูกน้องก็ไม่หลงทาง องค์กรก็ไม่เป๋ จะคิดอะไร จะทำอะไร ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ นี่คือ 10 องค์ประกอบของผู้นำที่ทรงประสิทธิภาพ ที่ทุกองค์กรต้องมองหา
1. ตัดสินใจเด็ดขาด
ผู้นำที่รู้จักตัดสินใจอย่างเด็ดขาด มักมีคุณสมบัติพิเศษควบคู่กันอยู่อีกประการหนึ่งเสมอคือ มักถูกต้องและมีเหตุมีผล เขามักจะเป็น คนที่พูดจาคำไหนคำนั้น ถือได้ว่าเป็นผู้นำที่ดีที่สุดของลูกน้อง บางครั้งการตัดสินใจดูเหมือน จะใช้ความคิดของตนเป็นใหญ่ไปบ้าง แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่ยอมรับกันได้ เพราะเขากำลังอยู่ใน บทบาทซึ่งเป็นผู้นำ และเขาจะติดตาม รับผิดชอบไปจนเสร็จสิ้น ทั้งกระบวนการ ถ้าผู้นำมีความมุ่งมั่น ตัดสินใจเร็ว ไม่โลเล เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาบ่อยๆ ลูกน้องก็จะเกิดความมั่นใจ เชื่อถือ และสามารถทำงานได้โดย ไม่สะดุดบ่อยๆ ผิดกับเจ้านายที่โลเลต่อการตัดสินใจ ลูกน้องก็มักจะมีบุคลิกภาพแบบนักรีรอ ไม่พร้อมจะทำ ไม่พร้อมจะลุย ไม่พร้อม จะตัดสินใจ และไม่พร้อมจะรับผิดชอบด้วยเช่นกัน
2. มีเป้าหมายชัดเจน
นอกจากจะเฉียบขาดแล้ว ผู้นำที่มีจุดยืน มีอุดมการณ์ หรือมีจุดหมายที่ชัดเจน ก็เป็นที่ต้องการเป็นอย่างยิ่ง จุดหมายที่องค์กรมีร่วมกัน โดยมีนายเป็นผู้ถือธงนำนั้น ก็เหมือนกับทั้งทีมได้เห็นเส้นชัยหรือหลักชัยที่ต้องเดินไปให้ถึง ถ้ามีจุดหมายปลายทางที่ชัดเจนแล้ว เราก็สามารถมุ่งหน้าไปยังจุดๆ นั้นได้ง่าย และเร็วขึ้น เพราะเรารู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ คนที่รู้ว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่นั้น ย่อมดีกว่าเดินไปคิดลังเลไป เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา
3. รู้จักใช้คน
Put he right man in the right job. ยังใช้ได้ดีในทุกสถานการณ์ และทุกที่ ผู้นำที่ดีต้องรู้จักลูกน้องของตนว่า ใครเหมาะที่จะ ทำอะไร งานไหนควรให้ใครรับผิดชอบ คนไหนเก่งอะไร มีข้อบกพร่องด้านใดอยู่บ้าง ก็พยายามแก้ไขให้เขาสมบูรณ์แบบขึ้น ใครขาดใครเกินส่วนไหน ก็ปรับแต่งให้ลงตัว อย่างนี้จึงจะเรียกว่า บริหารคนเป็น การรู้จักนิสัยใจคอ ความชอบส่วนตัวของลูกน้อง นอกจากจะทำให้ได้งานที่มีประสิทธิภาพขึ้นแล้ว ยังเป็นข้อหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า ผู้นำเอาใส่ใจต่อลูกน้องของเขาเป็นอย่างดี
4. ซื่อสัตย์
นอกจากจะเป็นคนที่ทำงานเก่งแล้ว ผู้นำต้องเป็นตัวอย่างของความซื่อสัตย์ต่อองค์กรด้วย เขาควรจะบริหารค่าใช้จ่ายภายใน อย่างเป็นธรรมถูกต้อง ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบให้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ได้ การมีเจ้านายเป็นคนเก่ง และเป็นคนดีที่ไว้ใจได้ อาจพูดได้ว่าเป็นโชคทบของลูกน้องที่ได้ร่วมงานด้วยเลยทีเดียว และคุณสมบัติเช่นนี้ก็จะเป็นแบบอย่าง ให้ลูกน้องตระหนักถึงคุณลักษณะที่ดี ของเขา เขาควรจะยิ่งต้องยึดถือความสัตย์ซื่อเป็นสรณะตามไปด้วย
5. สนับสนุนลูกน้อง
ผู้นำที่ดีต้องให้โอกาสลูกน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชา เปิดโอกาสให้เขาได้ทำงานที่พิสูจน์ความสามารถของเขาด้วย งานใดจะส่งเสริม ให้ความสามารถของลูกน้องโดดเด่นเป็นที่ยอมรับ ก็ควรสนับสนุน ไม่ใช่แย่งผลงานและโอกาสในการสร้างผลงานของลูกน้อง มาเป็น ผลงาน ของตัวเองหมดเสียทุกครั้งไป ให้โอกาสเขาได้เจริญเติบโต พร้อมทั้งผลักดัน สนับสนุน ให้สร้างเสริมความสามารถ ให้ยอดเยี่ยมขึ้นเรื่อยๆผู้นำที่ดีต้องสร้าง ลูกน้องให้เก่งขึ้นกว่าเดิม โดยไม่ต้องหวาดกลัวว่า เขาจะเลื่อนขั้นขึ้นมาทำงาน แทนได้ในภายภาคหน้า
6. มีมนุษยสัมพันธ์ดี
ผู้นำที่ดีต้องมีมนุษยสัมพันธ์ดี ทั้งในและนอกองค์กร บางครั้งนอกองค์กรนายอาจจะเป็นคนนิสัยดีเยี่ยม อัธยาศัยดี น่าคบหา แต่กับ คนใกล้ตัว อย่างลูกน้องในองค์กร นายอาจจะเปลี่ยนนิสัยไปอยู่ขั้วตรงข้าม อย่างนั้นก็นับเป็นผู้นำที่ใช้ไม่ได้ นายที่ดีต้องไม่ลืมข้อนี้ แค่ทักทาย ถามไถ่ทุกข์สุขลูกน้อง ขอบคุณเมื่อเขาทำงานให้ ให้รางวัลหรือคำชมเชย เมื่อเขาทำในสิ่งซึ่งน่าชมเชย เหล่านี้เป็นต้น นายที่ดีต้องรู้จักยืดหยุ่น มีอารมณ์ขัน อาจมีการพบปะสังสรรค์กันนอกเวลางานบ้าง เพื่อสร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน และจะส่ง ผลให้การทำงานราบรื่นยิ่งขึ้น
7. รู้จักรับฟังความคิดเห็นของลูกน้อง
ผู้นำที่เอาแต่พูดๆๆๆ อยู่ฝ่ายเดียว โดยไม่ฟังความคิดเห็นหรือคำอธิบายของลูกน้องเลย นับเป็นเจ้านายที่ปิดกั้นตัวเองอย่างยิ่ง แน่นอนว่า เจ้านายมักมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลกว่า มีความรู้มากกว่าลูกน้อง แต่การไม่ยอมรับฟังอะไรจากใครเลย ก็ไม่เป็นผลดี เพราะบางทีลูกน้องอาจมีข้อเสนอดีๆ ที่นายมองข้ามไป หรืออาจมีคำ อธิบายที่ฟังขึ้นในความผิดพลาดของงานที่นายมองไม่เห็น การฟังลูกน้องพูดหรืออธิบายบ้าง จะช่วยให้ลูกน้องทำงานอย่างสบายใจ ไม่รู้สึกกดดันมากนัก เมื่อมีปัญหาเขาจะกล้ามาถาม หรือเสนอแนะในข้อที่เขาเห็นว่า เป็นทางเลือกที่ดี แค่รู้จักฟังลูกน้องให้มากขึ้นเพียงนิดหน่อย ก็จะกลายเป็นผู้นำหรือเจ้านายที่น่ารักขึ้นอีกโขเชียวค่ะ
8. บุคลิกภาพต้องดีเยี่ยม
เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่ง ผู้นำหรือเจ้านายควรเป็นผู้มีบุคลิกดี แต่งกายเหมาะสมกับรูปร่าง หรือ ฐานะทางสังคม ต้องดูสะอาดสะอ้าน ดูสุภาพ เข้างานสังคมได้อย่างไม่ขัดหูขัดตา และมีบุคลิกดึงดูดใจ น่าเชื่อถือ เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป ถ้าคุณเป็นผู้นำหรือนายที่ความสามารถเป็นเลิศอยู่แล้ว แต่บุคลิกภาพกลับดูแย่ อย่างนี้ก็ถือว่าก็ยังมีข้อบกพร่องให้ลูกน้องรู้สึกไม่ดีได้ จึงโปรดอย่าตกม้าตายด้วยเรื่องง่ายๆ เรื่องนี้
9. มีศิลปะในการเจรจา
ขอเพียงพูดด้วยความนุ่มนวล พูดอย่างรู้จักไตร่ตรอง รู้จักสถานการณ์ รู้คิด รู้กาลเทศะ และรู้จักคนที่เรากำลังเจรจาด้วย ความสำเร็จก็รออยู่ไม่ไกล ในการพูดนั้นต้องคิดก่อน มีการเตรียมการมาก่อน ความคิดต้องไม่สับสน พูดอย่างสั้น กระชับ ตรงประเด็น จริงใจ เป็นธรรมชาติ ใช้เสียงที่ดังพอประมาณ คือให้คู่สนทนาได้ยินชัดเจน หากมีผู้ร่วมสนทนาหลายคน ทุกคนต้องได้ยินเสียงพูดอย่างทั่วถึงกัน พูดจาต้องมีหางเสียง มีจังหวะจะโคนที่ราบรื่น มีเสียงหนักเบาเพื่อเน้นความสำคัญของสิ่งที่พูด และไม่ทำให้รู้สึกเบื่อ สายตาควรจับจ้องไปยังผู้ฟังถ้วนทั่ว และเมื่อพูดจบ จงแสดงท่าทีว่าคุณพร้อมแล้วที่จะรับฟังความเห็นของคนอื่น ไม่ปิดกั้น ไม่คิดว่าสิ่งที่คุณพูดไปนั้นดีที่สุด ถูกต้องที่สุดกว่าคนอื่นๆ แต่มันมีความถูกต้องรอบคอบอย่างที่สุดแล้ว จากความคิดของคุณ คนอื่นๆ มีความคิดเห็นอย่างไร ต้องเปิดโอกาสให้เขาแสดงออกมา เพื่อได้รับแรงสนับสนุน หรือหากถูกค้าน ก็เป็นโอกาสที่เราจะอธิบายเพิ่มเติมได้
10. มีความเป็นผู้นำ
ความเป็นผู้นำนี้แหละ สำคัญสูงสุด และลอยตัวอยู่เหนือเพศสภาพ คนเป็นผู้นำไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเขาเป็นเพศใด แต่เขามีความคิด ที่เฉียบคม ที่การลงมือที่เฉียบขาด และมีการประสานงานที่เฉียบแหลม เขามักอยู่ข้างหน้าผู้อื่นเสมอ ทั้งการคิด การแสดงความคิดเห็น การลงมือทำ และความรับผิดชอบ เขาต้องพร้อมจะผิดก่อนคนอื่น และอธิบายถึงความผิดพลาดนั้นอย่างกล้าหาญ ถูกต้อง และแสดงภูมิรู้ว่า เขาเกิดการเรียนรู้จากความผิดพลาดได้ พร้อมกันนี้เขาก็พร้อมจะนำพาทุกคนให้ก้าวพ้นความผิดพลาดนั้นๆ ปรับตัวเข้ากับทุกสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสมและถูกต้อง เข้าใจองค์กรและเห็นใจผู้ร่วมงาน ประสานประโยชน์ของ องค์กรและผู้ร่วมงานได้ดี ได้รับความเชื่อถือศรัทธาจากผู้ร่วมงานในทุกระดับ

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก
http://www.novabizz.com/NovaAce/Relationship/Leadership_Seven.htm#ixzz2Okva8SHF

วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2556

ทำไมเพิ่งมาบอก))เรื่องขำๆๆ


ทำไมเพิ่งมาบอก
เย็น วันหนึ่ง ธีรเดชประกาศข่าวดีเสียงลั่นบ้านด้วยความตื่นเต้น
คุณพ่อครับ คุณแม่ครับ ผมมีข่าวใหญ่มาบอก
ผม จะแต่งงานกับสาวสวยที่สุดในอำเภอนี้
เธอ ชื่อโอปอลล์ครับ บ้านอยู่ถัดเราไปนิดเดียว
หลังอาหารเย็นผ่านไป พ่อก็ดึงธีรเดชไปคุยกันสองต่อสอง
ลูกเอ๋ยพ่อมีเรื่องคุยด้วย พ่อกับแม่แต่งงานกันมาสามสิบปี
แม่ ของลูกเป็นเมียที่ดี เป็นแม่ศรีเรือนที่ไม่มีอะไรบกพร่อง
แต่ เสียอย่างเดียว คือ แม่เขาไม่เก่งเรื่องบนเตียง
พ่อ เลยแอบไปมีอะไรกับผู้หญิงอื่นไว้เยอะ
ความ จริงน่ะ โอปอลล์เป็นพี่น้องกับลูกเพียงแต่คนละแม่ ลูกคงแต่งงานไม่ได้
หัวใจของธีร เดชแหลกสลาย มีอาการซึมเศร้าไปร่วมปี
กว่าจะทำใจ ได้ และออกไปจีบสาวคนใหม่ ไม่นานนักก็กลับบ้านมาประกาศข่าวดี
ผมคุยกับเป้ ยแล้วครับ คุณพ่อคุณแม่ อีกสองเดือนเราจะแต่งงานกัน
คุณพ่อดึงเอาตัวธีรเดชไปคุยกันสองต่องสองอีก ครั้ง
เป้ยก็เป็นน้องของลูกเหมือนกัน พ่อเสียใจจริงๆ ที่ลูกจะไม่ได้แต่งงาน
ธีรเดชหงุด หงิดจนคลั่ง ในที่สุดก็ตัดสินใจไปฟ้องแม่
พ่อทำงี้ได้ไงพ่อเที่ยวไปมีลูกกับผู้หญิงอื่น ทั่วอำเภอ
แล้วอย่าง นี้เมื่อไรผมถึงจะได้แต่งงาน พอผมไปรักกับสาวคนไหน
ก็กลาย เป็นว่าจีบน้องสาวคนละแม่เข้าทุกที
แม่ของธีรเดชได้ยินแล้วแทน ที่จะโกรธกลับหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
อย่าไปสนใจที่พ่อพูดเลย ลูกเอ๋ย ที่จริงแล้วเขาก็ไม่ได้เป็นพ่อของลูกหรอก
555555

ขอบคุณเรื่องขำๆดีๆจาก http://www.joejamsai.com/

วันศุกร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2556

อ่านเพื่อให้เป็นคติเตือนใจ เกิดสติปัญญา

อ่านเพื่อให้เป็นคติเตือนใจ เกิดสติปัญญา..@

มีชายหญิงคู่หนึ่งรักกันมาก 
คบกันมา 3 ปี ทั้ง 2 ตกลงจะแต่งงานกัน
เมื่อกำหนดวันเรียบร้อย 
ฝ่ายชายเองก็รอคอยวันที่จะแต่งงาน
ต่อมาไม่นานฝ่ายชายรู้ข่าวว่า 
คู่รักของตนแต่งงานกับคนอื่นอย่างกะทันหัน 
โดยฝ่ายหญิงเองก็เต็มใจ ไม่ได้ถูกบังคับแต่อย่างใด
เมื่อได้ทราบข่าว เขาทั้งงงและเสียใจมาก
ร้องไห้ไม่กินไม่นอน ไม่นานก็ป่วยหนักเพราะตรอมใจ

เวลาผ่านไป ฝ่ายชายป่วยหนักขึ้นเรื่อยๆ
ไปหาหมอเท่าไหร่ก็ไม่ดีขึ้น
ขณะที่นอนซมอยู่ที่บ้านนั้น 
มีหลวงตาแก่ๆผ่านมา
เมื่อมาถึงหลวงตาหยุดอยู่ที่หน้าบ้าน 
แล้วมองเข้าไปในบ้านจึงเคาะประตู
เด็กรับใช้ออกมาเปิดประตูพบว่า เป็นพระ 
จึงบอกว่า " ไม่ทำบุญนิมนต์ข้างหน้า"

หลวงตายิ้มอย่างมีเมตตาแล้วพูดว่า "อาตมาไม่ได้มาบิณฑบาต ในบ้านมีคนป่วยใช่มั๊ย อาตมาพอมีความรู้ทางด้านการแพทย์นิดหน่อยไม่รู้จะพอช่วยได้รึปล่าว"
เด็กรับใช้ได้ฟังก็อึ้งแต่ก็บอกว่า ตัดสินใจเองไม่ได้ต้องขอไปถามเจ้านายก่อน เด็กรับใช้เดินเข้าไปในบ้านถามเจ้านาย เจ้านายตอบอย่างตัดรำคาญว่า 
"อยากเข้ามา ก็เข้ามา!"

เมื่อหลวงตาเข้าไปพบที่ห้องนอนพบว่า
ชายคนดังกล่าวนอนอย่างหมดอาลัยตายอยากอยู่บนเตียง สีหน้าซีดเซียว ร่างกายซูบผอมประหนึ่งครึ่งคนครึ่งศพ เด็กรับใช้นำน้ำมาถวายหลวงตา พร้อมจัดเก้าอี้ถวายข้างๆเตียงของชายคนนั้น
หลวงตายิ้มแล้วพูดว่า "อาการหนักเลยนะ"

ชายคนนั้น นิ่งเงียบไม่สนใจในสิ่งที่หลวงตาพูด
หลวงตาตรวจอาการพอเป็นพิธี จึงกล่าวว่า
"โทรมมากเลยนะ" ชายคนนั้นไม่สนใจ 
หลวงตาบอกว่า "ไม่เชื่อ ลองมองที่กระจกสิ"
ชายคนนั้นไม่สนใจ 

แต่ขณะที่หางตาชายไปที่กระจกแต่งตัวในห้องนอน
เขามองเห็นภาพของคนที่รักอยู่ในนั้น 
ไม่นานภาพของคนรักก็ค่อยๆจางหายไป
กลายเป็นภาพทิวทัศน์ชายทะเล

ที่ชายทะเลแห่งนั้นเงียบสงบ ไม่มีคนผ่านไปมา
ขณะที่ชายคนที่ป่วยนั้น มองภาพในกระจกด้วยความสนใจนั้น เขาพบว่า มีศพหญิงสาวนอนเปลือยกายอยู่ที่ชายหาด

เวลาผ่านไปสักครู่ มีชายคนหนึ่งเดินผ่านมา
เขามองเห็นศพหญิงคนนั้นด้วยความรังเกียจ 
แล้วเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ต่อมาพักใหญ่มีชายอีกคนหนึ่งเดินผ่านมา 
เขามองเห็นศพนั้น
เขาสงสารจึงถอดเสื้อนอกออกมาคลุม
ร่างของหญิงคนนั้น แล้วเดินจากไป

พักใหญ่ๆอีกเช่นกัน มีชายอีกคนเดินผ่านมา
เขาพบคนนอนมีผ้าคลุมอยู่ จึงเปิดออกดู 
เมื่อพบว่า เป็นศพ ด้วยใจสงสาร 
จึงจะฝังให้เรียบร้อย แต่ก็ไม่มีเครื่องมือจะขุด
เขาจึงตัดสินใจใช้มือทั้ง 2 ข้างๆ ค่อยๆ
กอบทรายขึ้นมา เขาทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ 
จนเย็น พอได้หลุมใหญ่พอสมควร
จึงได้ฝังศพผู้หญิงคนนั้นเรียบร้อยแล้วจากไป

จากนั้นภาพในกระจกก็เปลี่ยนเป็นภาพ
ของศพหญิงคนนั้น และก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นภาพของหญิงคนรัก เขาได้เห็นก็ตกใจ
พอสักพัก ก็ปรากฏเป็นภาพชายคนที่ 2
แล้วก็ค่อยๆจางหายไป เหลือแต่เงาของตัวเองในกระจก

ทันใดนั้นหลวงตาพูดว่า "ทีนี้เข้าใจรึยัง ศพนั้นคือคู่รักของโยม ชายคนที่ช่วยฝังศพเธอ ผูกวาสนากับเธอหนึ่งชาติ ชาตินี้เธอเลยแต่งงานกับเขา ส่วนโยมช่วยคลุมศพเธอ จึงผูกวาสนา 3 ปี ตอนนี้ครบ 3 ปี วาสนาสิ้นแล้วก็ต้องจากกัน"

เมื่อชายคนนั้นฟังจบก็กระอักเลือดออกมา 
เด็กรับใช้ตกใจมาก
หลวงตายิ้มแล้วบอกว่า "โยมรอดแล้ว 
เมื่อกี้โยมกระอักเลือดเอาเลือดเสียออกมาแล้ว"

ต่อมาไม่นานชายคนนั้นก็ได้ออกบวชติดตามหลวงตาองค์นั้นในที่สุด

^_^ คนเราเจอกัน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
ความสัมพันธ์ พ่อ , แม่ , พี่ , น้อง ,
ญาติ , เพื่อน , ศัตรู , คนรัก ฯลฯ ไม่ใช่ของเลื่อนลอย
เมื่อมีวาสนา ไม่ต้องเรียกร้อง ถึงเวลาก็มาเจอกัน
เมื่อสิ้นวาสนา ก็ต้องจากกัน รั้งยังไงก็ไม่อยู่

ในตอนที่ยังไม่จากกันนี้ 
คุณทำได้ทำดีต่อคนของคุณหรือยัง
เพราะถึงเวลาที่ต้องจากกัน 
ไม่ว่าคุณจะมีเงินหรืออำนาจล้นฟ้า
ก็เรียกมันกลับคืนมาไม่ได้
ทำดีต่อกันไว้ดีกว่า เพราะไม่มีใครรู้ว่า 
เราจะต้องจากกันเมื่อไหร่ ^_^ 

ทุกๆวจีกรรม กายกรรม และมโนกรรม ที่เรานึกคิด
พูดล้วนเป็นกรรมหมด อยู่ที่เจตนาเป็นบุญหรือบาป ล้วนส่งผลต่อปัจจุบันและอนาคตทั้งนั้น
อ่านเพื่อให้เป็นคติเตือนใจ เกิดสติปัญญา..@

มีชายหญิงคู่หนึ่งรักกันมาก 
คบกันมา 3 ปี ทั้ง 2 ตกลงจะแต่งงานกัน
เมื่อกำหนดวันเรียบร้อย 
ฝ่ายชายเองก็รอคอยวันที่จะแต่งงาน
ต่อมาไม่นานฝ่ายชายรู้ข่าวว่า
คู่รักของตนแต่งงานกับคนอื่นอย่างกะทันหัน
โดยฝ่ายหญิงเองก็เต็มใจ ไม่ได้ถูกบังคับแต่อย่างใด
เมื่อได้ทราบข่าว เขาทั้งงงและเสียใจมาก
ร้องไห้ไม่กินไม่นอน ไม่นานก็ป่วยหนักเพราะตรอมใจ

เวลาผ่านไป ฝ่ายชายป่วยหนักขึ้นเรื่อยๆ
ไปหาหมอเท่าไหร่ก็ไม่ดีขึ้น
ขณะที่นอนซมอยู่ที่บ้านนั้น
มีหลวงตาแก่ๆผ่านมา
เมื่อมาถึงหลวงตาหยุดอยู่ที่หน้าบ้าน
แล้วมองเข้าไปในบ้านจึงเคาะประต
เด็กรับใช้ออกมาเปิดประตูพบว่า เป็นพระ
จึงบอกว่า " ไม่ทำบุญนิมนต์ข้างหน้า"

หลวงตายิ้มอย่างมีเมตตาแล้วพูดว่า "อาตมาไม่ได้มาบิณฑบาต ในบ้านมีคนป่วยใช่มั๊ย อาตมาพอมีความรู้ทางด้านการแพทย์นิดหน่อยไม่รู้จะพอช่วยได้รึปล่าว"
เด็กรับใช้ได้ฟังก็อึ้งแต่ก็บอกว่า ตัดสินใจเองไม่ได้ต้องขอไปถามเจ้านายก่อน เด็กรับใช้เดินเข้าไปในบ้านถามเจ้านาย เจ้านายตอบอย่างตัดรำคาญว่า
"อยากเข้ามา ก็เข้ามา!"

เมื่อหลวงตาเข้าไปพบที่ห้องนอนพบว่า
ชายคนดังกล่าวนอนอย่างหมดอาลัยตายอยากอยู่บนเตียง สีหน้าซีดเซียว ร่างกายซูบผอมประหนึ่งครึ่งคนครึ่งศพ เด็กรับใช้นำน้ำมาถวายหลวงตา พร้อมจัดเก้าอี้ถวายข้างๆเตียงของชายคนนั้น
หลวงตายิ้มแล้วพูดว่า "อาการหนักเลยนะ"

ชายคนนั้น นิ่งเงียบไม่สนใจในสิ่งที่หลวงตาพูด
หลวงตาตรวจอาการพอเป็นพิธี จึงกล่าวว่า
"โทรมมากเลยนะ" ชายคนนั้นไม่สนใจ
หลวงตาบอกว่า "ไม่เชื่อ ลองมองที่กระจกสิ"
ชายคนนั้นไม่สนใจ

แต่ขณะที่หางตาชายไปที่กระจกแต่งตัวในห้องนอน
เขามองเห็นภาพของคนที่รักอยู่ในนั้น
ไม่นานภาพของคนรักก็ค่อยๆจางหายไป
กลายเป็นภาพทิวทัศน์ชายทะเล

ที่ชายทะเลแห่งนั้นเงียบสงบ ไม่มีคนผ่านไปมา
ขณะที่ชายคนที่ป่วยนั้น มองภาพในกระจกด้วยความสนใจนั้น เขาพบว่า มีศพหญิงสาวนอนเปลือยกายอยู่ที่ชายหาด

เวลาผ่านไปสักครู่ มีชายคนหนึ่งเดินผ่านมา
เขามองเห็นศพหญิงคนนั้นด้วยความรังเกียจ
แล้วเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ต่อมาพักใหญ่มีชายอีกคนหนึ่งเดินผ่านมา
เขามองเห็นศพนั้น
เขาสงสารจึงถอดเสื้อนอกออกมาคลุ
ร่างของหญิงคนนั้น แล้วเดินจากไป

พักใหญ่ๆอีกเช่นกัน มีชายอีกคนเดินผ่านมา
เขาพบคนนอนมีผ้าคลุมอยู่ จึงเปิดออกดู
เมื่อพบว่า เป็นศพ ด้วยใจสงสาร
จึงจะฝังให้เรียบร้อย แต่ก็ไม่มีเครื่องมือจะขุด
เขาจึงตัดสินใจใช้มือทั้ง 2 ข้างๆ ค่อยๆ
กอบทรายขึ้นมา เขาทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ
จนเย็น พอได้หลุมใหญ่พอสมควร
จึงได้ฝังศพผู้หญิงคนนั้นเรียบร้อยแล้วจากไป

จากนั้นภาพในกระจกก็เปลี่ยนเป็นภาพ
ของศพหญิงคนนั้น และก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นภาพของหญิงคนรัก เขาได้เห็นก็ตกใจ
พอสักพัก ก็ปรากฏเป็นภาพชายคนที่ 2
แล้วก็ค่อยๆจางหายไป เหลือแต่เงาของตัวเองในกระจก

ทันใดนั้นหลวงตาพูดว่า "ทีนี้เข้าใจรึยัง ศพนั้นคือคู่รักของโยม ชายคนที่ช่วยฝังศพเธอ ผูกวาสนากับเธอหนึ่งชาติ ชาตินี้เธอเลยแต่งงานกับเขา ส่วนโยมช่วยคลุมศพเธอ จึงผูกวาสนา 3 ปี ตอนนี้ครบ 3 ปี วาสนาสิ้นแล้วก็ต้องจากกัน"

เมื่อชายคนนั้นฟังจบก็กระอักเลือดออกมา
เด็กรับใช้ตกใจมาก
หลวงตายิ้มแล้วบอกว่า "โยมรอดแล้ว
เมื่อกี้โยมกระอักเลือดเอาเลือดเสียออกมาแล้ว"

ต่อมาไม่นานชายคนนั้นก็ได้ออกบวชติดตามหลวงตาองค์นั้นในที่สุด

^_^ คนเราเจอกัน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
ความสัมพันธ์ พ่อ , แม่ , พี่ , น้อง ,
ญาติ , เพื่อน , ศัตรู , คนรัก ฯลฯ ไม่ใช่ของเลื่อนลอย
เมื่อมีวาสนา ไม่ต้องเรียกร้อง ถึงเวลาก็มาเจอกัน
เมื่อสิ้นวาสนา ก็ต้องจากกัน รั้งยังไงก็ไม่อยู่

ในตอนที่ยังไม่จากกันนี้
คุณทำได้ทำดีต่อคนของคุณหรือยัง
เพราะถึงเวลาที่ต้องจากกัน
ไม่ว่าคุณจะมีเงินหรืออำนาจล้นฟ้า
ก็เรียกมันกลับคืนมาไม่ได้
ทำดีต่อกันไว้ดีกว่า เพราะไม่มีใครรู้ว่า
เราจะต้องจากกันเมื่อไหร่ ^_^

ทุกๆวจีกรรม กายกรรม และมโนกรรม ที่เรานึกคิด
พูดล้วนเป็นกรรมหมด อยู่ที่เจตนาเป็นบุญหรือบาป ล้วนส่งผลต่อปัจจุบันและอนาคตทั้งนั้น

วันพุธที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ลายเซ็นเสริมดวง



มีผู้ตั้งคำถามกับผมว่า ลายเซ็นมีผลกับชีวิตคนหรือไม่ ความหมายของเขาที่ถามก็คือ การเปลี่ยนลายเซ็นจะช่วยเปลี่ยนดวงชะตาได้หรือไม่
ลายเซ็น ” เส้นตัดในชื่อตัว และนามสกุล”
ห้ามเขียนเส้นตัดในชื่อตัว และนามสกุล  ถ้ามีเส้นใดตวัดมาขีดตัดชื่อตัวเอง ไม่ว่าจะตัดที่ต้น กลาง หรือท้ายชื่อ ถือว่าเป็นลักษณะที่ไม่ช่วยเสริมดวงชะตา เส้นที่ขีดตัดชื่อตัว จะส่งผลให้เจ้าของลายเซ็นมีสุขภาพไม่ดี มักป๋วย  ผ่าตัด ทำสิ่งใดต้องมีอุปสรรค ไม่ราบรื่น ทำให้เหนื่อยกว่าที่ควร ถ้าทำการค้าก็จะเติบโตยาก ถ้าขีดนั้นเป็นลักษณะคล้ายกากบาทยิ่งไม่ดี ชีวิตจะขาดโชคลาภและมักพลาดโอกาสดีๆ ที่ควรจะได้ ส่วนการเซ็นโดยลากเส้นตวัดเข้ามาขีดตัดตัวอักษรใดๆ ก็ตามในนามสกุล ถือเป็นลายเซ็นที่ไม่ส่งเสริมดวง แต่กลับจะส่งผลให้เกิดความวุ่นวายในครอบครัว ความสัมพันธ์กับคู่สมรสหรือสมาชิกในบ้านมักไม่กลมเกลียว ไม่ราบรื่น เจ้าของลายเซ็นเช่นนี้จะต้องมีเรื่องได้ปวดหัวและเหนื่อยใจไปกับเรื่องในครอบครัวเสมอ
ลายเซ็น “เส้นกึ่งลูกศร”
ถ้าใต้ลายเซ็นมีการขีดเส้นใต้ และเส้นนั้นเป็นเส้นที่มีขีดเล็กๆ ตรงหัวและท้ายเส้น เหมือนเป็นลูกศรครึ่งเดียว แสดงถึงความเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่นที่จริงจัง เจ้าของลายเซ็นเช่นนี้ มักจะยึดมั่นในอุดมการณ์ของตนอย่างแรงกล้า แฝงด้วยนิสัยดื้อรั้นอย่างไม่ธรรมดา ระวังโรคความดัน มีปัญหาเรื่องสายตา จะเหนื่อยกับชีวิต เป็นคนมีความฝัน มีเป้าหมายใหญ่ในชีวิต
ลายเซ็น “ขีดเส้นใต้ 2 เส้น”
เมื่อเซ็นชื่อแล้วลากเส้นเป็นขีดสั้น หรือยาวใต้ลายเซ็นถึง 2 เส้น จะส่งผลให้เจ้าของลายเซ็นมีความโดดเด่นในด้านความเป็นผู้นำ จะมีโอกาสได้ควบคุมจัดการอยู่เสมอ แต่ส่วนเสียคือ มักจะเผด็จการมากไปสักหน่อย และมักต้องการบงการคนอื่นอยู่เสมอ ต้องการให้คนอื่นเชื่อในความคิดของตัวเอง ไม่ค่อยเปิดใจฟังคนอื่น ทั้งดุ ทั้งดื้อ ชอบเป็นใหญ่ทั้งในที่ทำงานและที่บ้าน ให้ระวังมีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้  มดลูก  ริดสีดวงทวาร  เกิดจากการกดทับของเส้นใต้ 2เส้น
จุดใต้ลายเซ็น
ถ้าใต้ชื่อหรือใต้นามสกุลมีจุดดำอยู่ 1-2 จุด บอกถึงความประมาณตน รู้ว่าตนกำลังทำอะไรอยู่ รู้จุดยืนของตัวเอง และไม่ทะเยอทะยาน อยากในสิ่งที่เกินตัวเอง แต่ชีวิตมักมีเรื่องรุมเร้าอยู่ในใจ ให้เกิดความทุกข์และความกังวล แม้ว่าจะไม่ชอบความวุ่นวาย อึกทึกครึกโครม แต่ก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงได้พ้น ยิ่งอยากสงบ ก็ยิ่งมีเรื่องให้วุ่นวาย
ลายเซ็นเสริม “ความสำเร็จในอนาคต”
ให้ดูตัวท้ายของนามสกุล หรือตัวท้ายของลายเซ็น (ถ้าเซ็นชื่อตัวเดียวก็ดูท้ายชื่อ) ถ้ามีการลากหางที่ยาวออกไป ไม่ว่าจะลากยาวในแนวเส้นตรงหรือยาวเฉียงเอียงสูงขึ้น ก็ถือว่าเป็นลักษณะของเส้นสายลายเซ็นที่ดี บ่งบอกถึงความรุ่งเรืองก้าวหน้ายิ่งขึ้น
พยายามเซ็นโดยตวัดหรือลากเส้นออกไปอีกสักหน่อย เพื่อให้ได้บรรลุความสำเร็จตามเป้าหมายในอนาคต
ลายเซ็นเสริม “อำนาจบารมี”
ลายเซ็นที่ช่วยส่งเสริมดวงในด้านอำนาจบารมี คือ ลายเซ็นที่เซ็นอักษรตัวแรกให้ใหญ่กว่าตัวอักษรบริวาร ตัวอักษรแรกที่นำหน้าชื่อ ถ้าเซ็นตัวโตๆ ดูโอ่อ่าสง่างาม ไม่มีเส้น มีขีดใดดัดแทงตัวเอง ก็จะส่งผลให้เด่นในทางลาภยศ ชื่อเสียง ดวงจะมีบริวารแวดล้อมเสมอ มีพวกพ้องมากหรือ คนคอยสนับสนุนส่งเสริมด้วยดี เด่นทางบารมี จับงานใด มีแต่ความสำเร็จก้าวหน้าไม่ยาก มักมีโอกาสได้จับงานใหญ่ คนที่เป็นผู้นำคน ควรเซ็นชื่อให้ได้ลักษณะดังกล่าวนี้
อย่างไรก็ดีจากการขีดเขียนด้วยลายเซ็น ขณะที่เซ็นท่านต้องใช้สมาธิ จากจิตใต้สำนึกของท่านนั่นเท่ากับว่าสามารถทำนายอุปนิสัยได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริง ดังนั้นการเปลี่ยนลายเซ็นจะช่วยเปลี่ยนดวงชะตาได้สามรถแก้ไขปรับปรุงการดำเนินชีวิตได้
บทความ อ .ตั้ม ศรีนเรศพยากรณ์

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก  http://www.horolive.com/astrology/signature-0655.html

วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2555

14,000 บาท เป็นเศรษฐีร้อยล้านได้


เขียนโดย สำนักงานบัญชี   
“..... การเก็บเงินปีละ 14,000 บาท จะได้เป็นเศรษฐีร้อยล้านน่าสนใจมาก แต่ถ้าทำตามวิธีการของคุณ ต้องรอถึง 40 ปี ทำให้ใจห่อเหี่ยว .....”
“..... ต้องรอถึง 40 ปีค่อยเป็นมหาเศรษฐี ดีไม่ดีตายกลายเป็นผีไปแล้ว คุณมีเคล็ดลับช่วยให้ร่ำรวยเร็วขึ้นมั้ย   .....”
การสร้างความร่ำรวยต้องใช้เวลา ภายในเวลาอันสั้นจะไม่เห็นผล คนส่วนหนึ่งรู้คำตอบแล้วว่า ถ้าเก็บเงินลงทุนแบบนี้ 40 ปี จะได้เงินร้อยกว่าล้าน จึงทายว่า 10 ปีน่าจะได้สัก 5 ล้าน บางคนทายว่าประมาณ 1 ล้าน แต่ว่าคำตอบที่คำนวณได้น่าแปลกใจเหมือนกันคือได้แค่ 360,000 บาท เมื่อเทียบกับลงทุน 40 ปี ได้ร้อยกว่าล้าน แตกต่างกันถึง 300 กว่าเท่า
ยังดีที่มีคนตั้งคำถามแบบนี้ ไม่อย่างนั้นมีผู้ทำตามวิธีการนี้ เก็บเงินไปลงทุนปีละ 14,000 บาท นำไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนปีละ 20% นึกว่านานเข้าคงร่ำรวยเป็นเศรษฐี คิดไม่ถึงว่าแค่สิบปีมีเงินสะสมแค่สามแสนหก คงเข้าใจว่าถูกหลอกซะแล้ว
ต้องเข้าใจว่านี่เป็นการ “วิ่งมาราธอน” ไม่ใช่ “วิ่งร้อยเมตร” สิ่งที่ต้องเผชิญคือน้ำอดน้ำทน ไม่ใช่แรงฮึดแค่อึดใจเดียว การลงทุนสร้างเนื้อสร้างตัว เงื่อนไขข้อแรกอยู่ที่เวลา คุณต้องผ่านการรอคอยจึงจะเห็นผล เรามาดูยอดเงินสะสมจากการลงทุนปีละ 14,000 บาท โดยได้รับผลตอบแทนปีละ 20% ทบต้นไปเรื่อย ๆ ในปีต่าง ๆ
  • ปีที่ 5  ยอดเงินสะสม  =  100,000 บาท
  • ปีที่ 10  ยอดเงินสะสม  =  360,000 บาท
  • ปีที่ 15  ยอดเงินสะสม  =  1,010,000 บาท
  • ปีที่ 20  ยอดเงินสะสม  =  2,610,000 บาท
  • ปีที่ 25  ยอดเงินสะสม  =  6,610,000 บาท
  • ปีที่ 30  ยอดเงินสะสม  =  16,550,000 บาท
  • ปีที่ 35  ยอดเงินสะสม  =  41,280,000 บาท
  • ปีที่ 40  ยอดเงินสะสม  =  102,810,000 บาท
นี่เป็นข้อสังเกตที่ว่าทำไมหาเงินเพิ่มอีก 10 ล้านบาท ยังง่ายกว่าหาเงิน 1 ล้านบาทแรกมากนัก
สำหรับคนที่ก่อร่างสร้างตัวด้วยมือเปล่า คงมีประสบการณ์อย่างนี้มาแล้ว หมื่นแสนเรื่องราวตอนเริ่มต้นนั้นลำบากที่สุด ตอนแรกเริ่มกว่าจะหาเงินได้ช่างลำบากเลือดตาแทบกระเด็น ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเงินทองหายากหาเย็นถึงเพียงนี้ แต่หลังจากประสบความสำเร็จ เงินทองก็ไหลมาเทมา เรียกว่าอยากจะหยุดยั้ง ก็ยั้งไว้ไม่อยู่ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเงินทองกลายเป็นหาง่ายเพียงนี้
ทุกคนอยากจะหยิบเงินล้านที่สอง หรือหยิบเงินสิบล้านแบบง่าย ๆ ไม่อย่างนั้นก็ภาวนาให้เงินไหลมาเทมา ปัญหาอยู่ที่ก่อนจะหยิบเงินล้านที่สอง ต้องมีเงินล้านแรกก่อน ทำอย่างไรจึงจะได้เงินล้านแรก
เศรษฐีส่วนใหญ่สร้างเนื้อสร้างตัวจากเงินก้อนเล็ก ๆ ผ่านวันเวลาอันยาวนาน ค่อย ๆ เก็บสะสม ตอนแรกเป็นเงินก้อนเล็ก ๆ แทบไม่น่าเชื่อ แต่ความสำเร็จเรียงร้อยจากความสำเร็จเล็ก ๆ ทั้งหลาย สะสมพอกพูนเป็นสมบัติกองโต
แสดงให้เห็นว่า “เวลา” มีความสำคัญต่อการลงทุนสร้างฐานะ ความ “อดทน” เป็นเงื่อนไขที่จำเป็นต้องมี และไม่ใช่อดทนไม่กี่เดือนหรือไม่กี่ปี ยิ่งอดทนยี่สิบสามสิบปี หรือสี่สิบห้าสิบปี พลังที่จะสร้างความร่ำรวยก็ยิ่งใหญ่โตมโหฬาร
แต่ทุกวันนี้พวกเราตกอยู่ภายใต้กระแสของ “อาหารจานด่วน” ทุกเรื่องเน้นที่ความรวดเร็วและประสิทธิผล เวลาทานอาหารก็รับประทานอาหารแบบฟาสต์ฟู้ด ส่งจดหมายก็ใช้บริการด่วนพิเศษ ขับรถก็ต้องขึ้นทางด่วน แม้แต่การศึกษาก็ยังใช้วิธีเรียนลัด ผู้คนยิ่งมายิ่งหวังผลทันตาเห็น กลายเป็นรีบร้อนเร่งด่วน ขาดซึ่งความอดทน แม้แต่การลงทุนสร้างฐานะก็ไม่มีข้อยกเว้น
ถ้าเป็นกิจกรรมอย่างอื่น อาจเร่งความเร็วได้ แต่การลงทุนสร้างฐานะเร่งเร็วไม่ได้ เพราะ “เวลา” เป็นเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการสร้างตัว ยิ่งเร่งเร็วยิ่งไม่บรรลุเป้าหมาย ซึ่งส่วนมากจะ “เลิกล้มกลางคัน” เมื่อเจอกับเงื่อเวลา ก็เกิดความท้อถอย พาลขายหุ้น ขายอสังหาริมทรัพย์ เดินออกจากตลาดหุ้น หารู้ไม่ว่าการขาดความอดทนและความตั้งใจ ยากจะพบกับความสำเร็จได้
การลงทุนสร้างฐานะต้องใช้เวลา ถ้าหากไม่ทำความเข้าใจอย่างถูกต้อง ก็จะเกิดความร้อนใจ พอร้อนใจก็ทำเรื่องเสี่ยง ๆ ฉะนั้นแทนที่จะพบกับความสำเร็จ กลับกลายเป็นล้มเหลว ไม่ว่าการสร้างสมความร่ำรวยก็ดี การสั่งสมประสบการณ์ก็ดี ไม่สามารถบรรลุได้ในเวลาชั่วข้ามคืน หากแต่ต้องใช้เวลาเข้าแลกมา คนที่อยากรวยทางลัด ได้แต่ใช้วิธีสุ่มเสี่ยงหรือว่าเล่นพนัน หรือทำธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง ๆ แต่ผลของมันคือสิ้นเนื้อประดาตัว จะช้าหรือเร็วเท่านั้น
คนที่อยากรวยเร็วไม่เหมาะกับการลงทุนสร้างฐานะ เพราะการลงทุนแบบช้าหน่อยแต่ชัวร์แน่นอน พลังที่สร้างฐานะจะใหญ่โตกว่าที่พวกเราคาดคิดไว้ ขณะเดียวกันก็ต้องใช้เวลานานกว่าที่พวกเรานึกเอาไว้ด้วยเช่นกัน ลองนึกดูว่าคุณแม่ต้องผ่านการอุ้มท้องกว่าสิบเดือน ชาวนาปลูกข้าวก็ต้องรอน้ำรอฝน ต้นข้าวจึงจะออกรวงได้ การพอกพูนของเงินทองก็เหมือนกับการเติบโตของชีวิต ผ่านวันผ่านเดือนผ่านปี ได้รับดอกเบี้ยทบต้น ไม่ใช่ถึงเป้าที่วางไว้ในเวลาแค่ชั่วข้ามคืน นักลงทุนบางคนทำกำไรมหาศาลในชั่วข้ามคืน แต่ก็สิ้นเนื้อประดาตัวเพียงชั่วข้ามคืนได้เช่นกัน
(อ้างใน thaivi.com)

วันเสาร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2555

ความรักกับเงินตรา


   

  1. ทำข้อตกลงเรื่องการจัดสรรเงิน
    ถ้าจะให้แฟร์ควรคุยกันไปเลยว่าเงินที่ฝ่ายหญิงหามาได้จะเป็นเงินเก็บส่วนตัว ส่วนเงินที่ฝ่ายชายให้มาผู้หญิงจะจัดการบริหารให้ลงตัว ถ้าไม่พอจะควักออกให้ หรือตกลงกันว่า แบ่งครึ่งหนึ่งเป็นกองกลางสำหรับใช้จ่ายในบ้าน อีกครึ่งหนึ่งเขาเก็บไว้ ในกรณีที่คุณมีเงินเก็บแล้วไม่รู้ว่าจะบอกฝ่ายชายดีหรือไม่ แนะว่าควรดูว่าคู่ของเราเขาเป็นคนที่แฟร์เรื่องเงิน และพร้อมที่จะดูแลเราไหม? มีความเป็นสุภาพบุรุษทางการเงินมากน้อยแค่ไหน? ถ้าเป็นสุภาพบุรุษอาจพูดตรงๆ ได้ แต่ถ้าเขาไม่แฟร์ คุณไม่ควรบอกเขาอย่างยิ่งว่ามีเงินเก็บ อย่าลืมว่าพฤติกรรมการใช้สตางค์ของผู้ชายคือ ชอบซื้ออะไรที่เป็นชิ้นใหญ่ๆ แตกต่างจากผู้หญิงเราที่ชอบช็อปปิ้งสิ่งของเล็กๆ ถ้าเขารู้ว่ามีเงินเก็บอาจเป็นการเสี่ยงต่อเงินก้อนนั้นไปโดยปริยาย
  2. รับรู้รายรับและรายจ่ายของเขาในทุกๆ ด้าน
    เพราะเมื่อตกลงแต่งงานกันแล้ว ย่อมถือว่าเสี่ยงไปมากกว่าครึ่ง   เวลาทำธุรกรรมทุกอย่างต้องทำร่วมกัน ฉะนั้  นเมื่อ แต่งงานกันแล้ว ผู้หญิงควรรู้ทุกเรื่องของฝ่ายชาย เช่น รู้บัญชีเงินเข้า - ออกของครอบครัว หรือฝ่ายชายได้เงินเดือนเท่าไร มีทรัพย์สินอะไรบ้าง จะได้ไม่ต้องเจอความเสี่ยงภายหลัง 
  3. วางแผนการเงินตลอดปี 
    ดูว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง? เช่น ค่าเทอมลูกหรือค่าเดินทางท่องเที่ยว ฯลฯ การกำหนดรายจ่ายล่วงหน้า จะทำให้ไม่ใช้จ่ายเงินเกินตัว และยังสามารถวางแผนการออมเงินและจุดประสงค์ในการใช้เงินได้อีกด้วย
  4. หาเวลาคุยกันทุกเดือน
    เพื่อประเมินว่าแผนการใช้เงินที่กำหนดไว้นั้นเป็นไปตามเป้าหมายมากน้อยแค่ไหน
  5. บริหารเงินให้งอกเงย
    ไม่ว่าจะมีเงินเก็บเท่าไร ต้องนึกถึงการบริหารเงินนั้นว่าสามารถสร้างรายได้ในอนาคตได้หรือไม่ เช่น ได้ดอกเบี้ยจากธนาคาร ได้กำไรจากหุ้น ยิ่งเวลาในการฝากนานหรือมีการลงทุนนานขึ้น ผลตอบแทนยิ่งทวีคูณ
  6. วางแผนสำรองทางการเงินเผื่อเรื่องฉุกเฉิน
    วิธีนี้ทำให้ชีวิตคู่ในอนาคตของคุณราบรื่นขึ้น

ถ้าเราสามารถวางแผนเรื่องเงินกับความรักไปพร้อมๆ กันได้ นั่นละคือการใช้ชีวิตคู่อย่างมีความสุข และเป็นการจัดการที่ลงตัวที่สุด

ข้อมูลจาก : sanook.com

เงิน กับ เวลา



     “ไม่มีเวลากับไม่มีเงินจะเลือกอะไร หลายคนคงบอกว่าไม่อยากเลือกทั้งคู่ เพราะถ้าเป็นไปได้ ก็อยากจะมีทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกัน เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น ชีวิตก็คงจะมีความสุขอย่างมาก แต่ในความเป็นจริง ท่ามกลางความเร่งรีบของสังคมเมือง และการแก่งแย่งแข่งขันทางธุรกิจ มีหัวหน้าครอบครัวหลายๆท่านต้องจดจ่ออยู่กับการทำงานหนัก ใช้เวลาแทบที่จะมีอยู่ทั้งหมดไปในห้องทำงาน บางคนก็มุ่งมั่นทำงานจนเห็นที่ทำงานกลายเป็นห้องกินห้องนอน ไม่มีเวลาแม้ที่จะไปกินอาหารกลางวันซักมื้อ ทั้งหมดก็เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีและความมั่นคงของครอบครัว คำถามต่อมาก็คือว่าสิ่งที่เราทำอยู่นั้น มันทำให้ครอบครัวของเรามีความสุขมากขึ้นจริงหรือเปล่า หัวหน้าครอบครัวหลายๆท่านก็อึกอักที่จะตอบคำถามนี้ เพราะจริงๆแล้วสิ่งที่ภรรยาและลูกๆของท่านเรียกร้องอาจจะไม่ใช่ตัวเงิน แต่เป็นตัวคุณเองต่างหาก นั้นคือการได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน ทานอาหารร่วมกัน ทุกโอกาสแบบพร้อมหน้าพร้อมตากัน รวมถึงการดูแลคุณภาพชีวิตของตนเองและครอบครัว มากกว่าการมีเงินทองมากมาย แต่หาความสุขจากเงินทองเหล่านั้นไม่ได้เลย เนื่องจากไม่มีเวลาที่จะอยู่ร่วมกัน อย่างเพียงพอ แต่จะว่ากันตรงๆแล้ว ถ้าเราไม่ใช้เวลาไปกับการทำงานหนัก ไม่ทุ่มเทกับการทำงาน และการเก็บหอมรอบริบ แล้วเราจะมีตัวเงินเพื่อใช้เป็นเครื่องมือหาความมั่นคงและสร้างความสุขให้กับครอบครัวได้อย่างไร ฉะนั้นในบทความตอนนี้ ผู้เขียนจะขอเสนอแนะวิธีที่จะทำให้คุณๆทั้งหลายไม่ต้องตกอยู่ในภาวะต้องเลือกระหว่างเวลากับเงิน
1.ทำงานที่มีอยู่ให้เต็มที่ แต่ไม่ต้องถึงกับทุ่มเททุ่มกายจนหมดใจ เพราะเมื่อไหร่ก็ตาม ที่คุณพาตัวเองเข้าไปผูกติดกับงาน แน่นอนเวลา 24 ชั่วโมง ในแต่ละวันของคุณก็จะหายไปกับการทำงาน จนชีวิตขาดสมดุล สิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันและเท่ากันก็คือ เวลา 24 ชั่วโมงใน 1 วัน ฉะนั้น เราต้องบริหารให้ดีทั้งการทำงาน และก็ยังต้องมีเวลาพักผ่อนและเวลาส่วนตัวเหมือนกัน เพื่อให้กิดความสมดุลระหว่างเงินและเวลา
2.เวลาทำงานกับเวลาพักผ่อนต้องแยกจากกัน หลายครั้งที่เราใช้เวลาทำงานกับและเวลาพักผ่อนเป็นเวลาเดียวกัน ซึ่งหลายๆคนคงจะเคยที่จะ ทานอาหารไปด้วยและทำงานไปด้วย กำลังฟิตเนสอยู่แต่คุยเรื่องงานไปด้วย ใช้เวลาวันว่างของครอบครัวขอตัวปลีกไปประชุม กำลังเดินเล่นอยู่บนชายหาดอยู่ แต่พอรับโทรศัพท์ ก็ต้องรีบขับรถกลับทันที พฤติกรรมเหล่านี้ กำลังบ่งบอกว่าคุณแบ่งเวลาให้กับงานและแบ่งเวลาให้กับตัวเอง ในสัดส่วนที่ขาดความยุติธรรม
3.เมื่อทำงานเต็มที่ ก็ต้องหาเวลาพักผ่อนเต็มที่ เช่นกัน ทุกครั้งที่โปรเจ็กต์ล่าสุดของคุณประสบความสำเร็จ หรืองานที่คุณใช้เวลาทุ่มเทกับมันจนบรรลุเป้าหมาย หรือไม่ว่าจะเป็นงานที่คุณต้องใช้ความคิด การวางแผน จนต้องอยู่ในที่ทำงานแบบไม่เห็นเดือนเห็นตะวันได้เข้าตาเจ้านายของคุณ คุณก็ต้องหาเวลาเพื่อมอบรางวัลให้แก่ตัวคุณองและครอบครัวด้วย เมื่อหักโหมทำงานหนักมานาน การหาเวลาอยู่กับตัวเองและครอบครัวเพื่อสร้างความสุขก็ถือเป็นการชาร์จแบตเตอรี่ที่ดีวิธีหนึ่ง
4.หาวิธีออมเงินอย่างชาญฉลาด บางครั้งสาเหตุที่ทำให้คุณต้องทำงานอย่างหนัก จนแทบจะไม่มีวลาให้กับตัวเองและครอบครัว ก็เนื่องมาจากการเก็บออมแบบไม่ถูกวิธี ซึ่งก็หมายถึงการออมที่ไม่ได้ทำให้ค่าของเงินเพิ่มขึ้นมา แต่ถ้าคุณจะหาวิธีให้เงินทำงานแทนตัวของคุณเองได้ โดยที่ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาเท่ากับที่คุณต้องทำงานหนัก และคุณมีเวลาให้กับตัวเองและครอบครัวมากขึ้นก็ดีไม่น้อย ฉะนั้นวิธีการออมเงิน โดยผ่านตราสารต่างๆก็น่าจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ใครยังไม่เคยลองดูก็น่าจะลองศึกษาดู
     เมือไหร่ก็ตามที่คุณบริหารเวลาและเงินให้เกิดสมดุลได้แล้ว ชีวิตคุณและครอบครัวก็น่าจะพบความสุขได้อย่างแท้จริง และนี่ก็อาจจะเป็นคำตอบของชีวิตที่คุณเรียกหาก็ได้

โดย คุณวีระชาติ ชุตินันท์วโรดม
ที่มา TSI Investment Wiki
แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม
     http://www.tsi-thailand.org/
     http://www.set.or.th/