วันอังคารที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2557

เงิน 4ด้าน เรื่องจริงที่น้อนคนใส่ใจ


ความจริงของเงินกับเวลา

          คนบางคน...มีเงิน...แต่ไม่มีเวลา คือ ทำงานหาเงินอย่างเดียว
      

      คนบางคน...มีเวลา...แต่ไม่มีเงิน คือ ไม่มีงานทำ
          

      * คนบางคน...ไม่มีทั้งเงินและเวลา คือ มนุษย์เงินเดือน
 

"แต่ถ้าคุณมีทั้งเงินและเวลา คิดว่าดีไหม?"

ถ้าคิดว่าดี...แล้วงานอะไรละ?

ในหนังสือ Rich Dad Poor Dad (พ่อรวยกับพ่อจนสอนลูก) ของ Robert T. Kiyosaki มหาเศรษฐีชาวอเมริกัน ได้กล่าวว่า 

“ เรากำลังสร้างท่อหรือลากถัง” “ เรากำลังทำงานอย่างหนักหรืออย่างฉลาด”

ในปี 1985 ผู้เขียนและภรรยาจน จนไม่มีบ้านที่จะใช้อยู่อาศัย แต่ตอนนี้เขาสามารถที่จะมีรายได้โดยที่เขาไม่ต้องทำงาน เขาทำได้อย่างไร?

 

“เงินสี่ด้าน” หมายถึงรายได้ที่มาจากงานสี่ประเภท 

E (Employee) = มีรายได้จากเงินเดือน

S (Self - employed)  = มีรายได้จากธุรกิจของตนเอง

B (Business Owner) = มีรายได้จากกิจการที่คุณเป็นเจ้าของ

I (Investor) = มีรายได้จากการลงทุนต่างๆ




เราทุกคนเลือกยืนอยู่บนด้านใดด้านหนึ่งของ “เงินสี่ด้าน” ขึ้นอยู่กับว่า...รายได้ของคุณมาจากอะไร? เรื่องเกี่ยวกับกลุ่มคนสี่ประเภทที่อยู่ในโลกของธุรกิจ และมีอุปนิสัยที่แตกต่างกัน การทำรายได้ของคนทั้งสี่ประเภทแต่ละคนที่ทำงานสามารถที่จะอยู่ได้ในทุกด้านไม่ใช่ด้านใดด้านหนึ่ง และคุณสามารถที่จะหาเงินได้จากเงินทั้งสี่ด้าน การสร้างรายได้โดยวิธีใดก็ตามจากเงินสี่ด้านนี้ ตัวกำหนดของมันคือ ความคิดและความสนใจ ความแตกต่างของเงินสี่ด้านอาจกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า การกระทำไม่สำคัญเท่าความคิด ไม่มีด้านใดที่ดีกว่ากัน เพราะแต่ละด้านมีจุดอ่อนจุดแข็งที่แตกต่างกัน

สิ่งที่คิดว่ามีความสำคัญสำหรับพ่อทั้งสอง

พ่อจน                                                       พ่อรวย
ไม่สนเรื่องเงินๆ ทองๆ                                 มีเวลากับครอบครัว
ไม่มีวันรวย                                 มีเงินสำหรับอุทิศเพื่อการกุศล
ไม่มีปัญญาซื้อ                        สร้างงานและความมั่นคงให้ชุมชน
การลงทุนเป็นความเสี่ยง                       มีเวลาและเงินเพื่อดูแลสุขภาพ
เงินไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต         มีโอกาสเดินทางท่องเที่ยวรอบโลก


“เงินสี่ด้าน คนสี่ประเภท” มีความแตกต่างกันอย่างไร?
 

ลูกจ้าง E (Employee) - งานมั่นคง เงินเดือนดี พร้อมผลตอบแทน
 

คนทำธุรกิจส่วนตัว S (Self - employed) - หาคนดีเหมาะกับงานยากจริงๆ และคนกลุ่มนี้ไม่ชอบจ้างผู้ร่วมงานหรือสอนงานให้คนอื่น เพราะว่ากลัวจะกลายเป็นคู่แข่งในวันข้างหน้า
 

เจ้าของกิจการ B (Business Owner) - ผมกำลังมองหาคนมาร่วมงาน หาคนเก่งที่มีความสามารถมาร่วมงานและชอบแจกจ่ายงานให้ทีมงาน
 

นักลงทุน I (Investor) - คนกลุ่มนี้ไม่ทำงานเพื่อเงินแต่ใช้เงินทำงานแทน 

     ความแตกต่างของเงินสี่ด้าน




Have A Job = มีงานทำ


Own A Job = เป็นเจ้าของงาน


Own A System = เป็นเจ้าของระบบและคนงาน


Own Investment = ใช้เงินทำงานแทน





ความลับของคนรวย 2 ประการ
• OPT – Other People Time (เวลาของคนอื่น)
• OPM - Other People Money (เงินของคนอื่น)
 

ทำไมคนจึงเลือก ความมั่นคง แทนที่จะเลือก อิสรภาพ...

 

สิ่งเหล่านี้ต่างกันอย่างไร?
• ความมั่นคงของงาน คนในกลุ่มนี้มีการศึกษาดี มีประสบการณ์ทำงานมาก และมักปฏิบัติงานได้อย่างดีเยี่ยม คนเหล่านี้จะรู้สึกการขาดความมั่นคงทางการเงิน เพราะถูกสอนให้ทำงานเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
• ความมั่นคงทางการเงิน เงินเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้เกิดความมั่นคง เพราะทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ความมั่งมีจะถูกเปลี่ยนมือ
• อิสรภาพทางการเงิน สามารถใช้เงินทำงานแทนตนเอง จึงมีอิสระที่จะเลือกทำหรือไม่ทำงานก็ได้ ความรู้ทางด้านการลงทุนยังนำอิสรภาพทางกายมาให้อีกด้วย
 
ด้านซ้ายเสี่ยงกว่า – คนเหล่านี้ยังคงยึดอยู่กับงานและตำแหน่งที่มั่นคง เมื่อร่างกายไม่สามารถที่จะทำงานได้ก็จะทำให้ไม่มีรายได้
ด้านขวามั่นคงกว่า – เพราะถ้ามีระบบที่ดีคุณก็ไม่จำเป็นต้องไปทำงาน แต่ระบบที่ดำเนินอยู่ก็สามารถที่จะผันเงินเข้ามาในกระเป๋าของคุณได้
 


ข้อสรุปของการเป็นเจ้าของกิจการ (Business Owner)
1. ประสบการณ์และความรู้ ถ้าคุณเริ่มจาก “เจ้าของกิจการ” คุณมีโอกาสพัฒนาไปเป็น “นักลงทุน”ที่มีฝีมือได้
2. กระแสเงินสด ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการ คุณควรจะมีเงินและเวลามาสนับสนุนการลงทุนที่ขึ้นๆ ลงๆ

การที่จะเลือกมาอยู่ทางด้านขวา เป้าหมายของคุณคือการมีระบบและคนทำงานให้คุณ คุณจะสร้างระบบขึ้นมาหรือซื้อระบบคนอื่นมาใช้ก็ได้
ปัจจุบันมี 3 ระบบให้คุณเลือกใช้ดังนี้
1. บริษัทซึ่งคุณสร้างระบบขึ้นมาด้วยตัวคุณเอง
2. แฟรนไชส์ ซึ่งคุณซื้อระบบจากคนอื่น
3. การตลาดแบบเครือข่าย
แต่ละระบบมีข้อดีข้อด้อยต่างกัน ที่เหมือนกันก็คือถ้าคุณทำสำเร็จไม่ว่าจะเลือกระบบใด คุณจะมีรายได้ที่แน่นอน โดยไม่ต้องไปตรอกบัตรทำงานอีกเลย 

การก้าวไปสู่การเป็นเจ้าของกิจการได้อย่างรวดเร็วมี 3 วิธี คือ
1. หาต้นแบบ ต้นแบบคือคนทำงานที่มีประสบการณ์ เคยทำและประสบความสำเร็จมาแล้ว พ่อรวยสอนเรื่องระบบและการเป็นผู้นำไม่ใช่เป็นผู้จัดการ เพราะผู้จัดการมักมองลูกน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชาในแง่ที่ด้อยกว่า แต่ผู้นำต้องรู้จักใช้คนที่เก่งกว่าฉลาดกว่า
2. แฟรนไชส์ วิธีเรียนระบบธุรกิจอีกวิธีหนึ่งคือการซื้อแฟรนไชส์ ซึ่งคุณจะได้ระบบที่ผ่านการรับรองแล้วว่ามี คุณภาพแน่นอนและมีแฟรนไชส์ดีๆ ให้คุณเลือกมากมาย
3. การตลาดแบบเครือข่าย หรือเรียกอีกอย่างว่าการขายตรง หรือเครือข่ายหลายระดับ บางท่านอาจจะบอกว่า เป็นเรื่องหลอกลวงหลังจากได้ศึกษารายละเอียดของระบบหลายรูปแบบจึงมีการเปลี่ยนใจในเวลาต่อมา 


...การที่จะเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่คุณจะต้องมีวิธีคิดที่เปลี่ยนไป พ่อรวยมักเน้นย้ำเสมอว่าอย่าทำงานเพื่อเงิน เราต้องรู้จักสร้างระบบให้มันทำงานแล้วได้เงินถึงจะถูก 
    


ทำอย่างไรจึงจะรวยเร็ว?
เงินสี่ด้านหมายถึงความคิดไม่ใช่การกระทำ การที่จะย้ายจากทางด้านซ้ายมาเป็นด้านขวาเป็นเรื่องของความคิดไม่ใช่การกระทำ ความฉลาดทางอารมณ์ คือการรู้ที่จะจัดการกับอารมณ์ได้ เพราะว่าความฉลาดทางอารมณ์ เป็นสิ่งที่สำคัญมาก...

  • ความแตกต่างของลูกจ้างและเจ้าของกิจการ
...ลูกจ้างมักคิดว่าทำงานหนักเงินเดือนน้อย และนายจ้างมักคิดว่าทำอย่างไรจึงจะให้ลูกจ้างทำงานมากขึ้น รักองค์มากขึ้น...
  • ความแตกต่างของเจ้าของกิจการและนักลงทุน
...แต่ละฝ่ายย่อมเกิดความขัดแย้งกันได้ เมื่อฝ่ายหนึ่งต้องการเพิ่มเงินในการดำเนินการแต่อีกฝ่ายหนึ่งต้องการเพิ่มเงินปันผล...
  • ความแตกต่างของลูกจ้างและนายทุน
...คนทำธุรกิจส่วนตัวจะเห็นว่าสิ่งที่ตนเองได้รับไม่คุ้มค่ากับแรงงานที่สูญเสียไป ส่วนเจ้าของกิจการคิดว่าเงินที่เขาเสียไปอาจจะไม่คุ้มค่ากับการลงทุน...
  • ความแตกต่างของลูกจ้างและนักลงทุน
...ลูกจ้างทำงานได้รับเงินเดือนและถูกหักภาษี นักลงทุนนำเงินจากธนาคารมาลงทุนและได้รับเงินเป็นจำนวนมากโดยไม่เสียภาษี...

ความกลัวเป็นสิ่งที่หลายคนขลาด หลายคนเรียกหาสิ่งนี้โดยอัตโนมัติ
1. ความมั่นคง แทนที่อิสรภาพ
2. หลีกเลี่ยงกับความเสี่ยง แทนที่ จัดการกับความเสี่ยง
3. อยู่อย่างปลอดภัย แทนที่ อยู่อย่างฉลาด
4. ไม่มีปัญญาทำ แทนที่ จะทำอย่างไร
5. แพงเกินไป แทน คุ้มค่าไหมสำหรับระยะยาว
6. กระจายความเสี่ยง แทน โฟกัส
7. เพื่อนๆ คิดยังไงกัน แทน ตัวเราเองคิดยังไง
 

...สำหรับคนที่จะย้ายจากด้านซ้ายมาเป็นคนด้านขวา สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเดินทางหรือการย้ายด้านไม่ใช่การกระทำ แต่เป็นวิธีคิด กรอบความคิดทำให้เราเป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่เคยเป็น...  


...ผมก็เป็นคนหนึ่งคนที่อยากย้ายจาก...ฝั่งซ้ายไปฝั่งขวา เพื่ออิสรภาพและความสำเร็จให็เร็วที่สุด ทำงาน 5 ปี สร้างระบบหาเงินให้เสร็จ แล้วไปใช้ชีวิตที่เหลือ แต่มันไม่ง่ายเลย...เพราะไม่มีเงินทุนและต้องสะสมประสบการณ์ด้านธุรกิจหลายสิบปี แต่มีทางเลือกเดียวและงานเดียวเท่านั้น ที่ลงทุนต่ำและเงินปันผลที่ไร้ขีดจำกัด ที่มีคนสร้างระบบไว้ให้แล้ว เหลือแค่เราเปลี่ยนความคิดและลงมือทำ เมื่อประสบความสำเร็จ บอกลาความจนได้เลย นั่นก็คือ ธุรกิจเครือข่าย...

ธุรกิจเครือข่ายในประเทศไทย มีมากมายมหาศาล เลือกผิดบริษัทอาจจะทำให้เราล้มเหลวและเกลียดธุรกิจนี้ไปเลยก็ได้ 
เราควรจะเลือกบริษัทไหนดีละ? 
1. บริษัทที่มั่นคงต้องทำธุรกิจด้วยเงินสด
2. แนวคิดของผู้ก่อตั้ง สำคัญมาก ผู้ก่อตั้งบริหารเองยิ่งดี ถ้าจ้างคน  อื่นมาบริหารเสี่ยงมาก
3. สินค้า เป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจ 
สินค้าที่จำเป็นต้องใช้ คือ สินค้าที่ใช้แล้วหมด ซื้อใหม่ เกิดการซื้อซ้ำบ่อยๆ
สินค้าจำเป็นจึงใช้ คือ อาหารเสริม 
4. แผนธุรกิจ ที่กระจายรายได้ทั่วถึง และเงื่อนไขการจ่ายเงินที่ง่าย
5. ระบบการทำงานที่จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จ 

วันพฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

คิดบวกสั้นๆแต่เป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับบางคน


คิดบวกสั้นๆแต่เป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับบางคน
            ความคิดที่เป็นบวกถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับการเปิดประตูแห่งความสำเร็จ
            การคิดบวกนั้นเปรียบเสมือนการปลุกพลัง   ให้กำลังใจแก่ตนเอง  ให้ก้าวเดินสู้ไป ก้าวต่อไป
            ทุกอย่างเป็นไปได้เพียงแค่เราไม่ยอมหยุดเท่านั้น  เราล้มเหลวได้แต่เราไม่ยอมล้มเลิกเป็นอันขาด
            การที่คุณมองทุกอย่างเป็นบวกจะทำให้การทำงานนั้นมีความสุข  สนุกกับสิ่งเหล่านี้  อีกทั้งจะคอยให้ความช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานอยู่เสมอ
            ความคิดบวกนั้นเปรียบดังวัคซีนที่ป้องกันความท้อแท้  อ่อนล้าความพ่ายแพ้นั้นย่อมเกิดขึ้นได้ทุกเวลา   แต่ผู้ที่กลับมาต่อสู้ได้เร็วกว่าคนอื่น  มักจะมีแรงบวกทางความคิดที่มากกว่าผู้อื่น  ไม่ยอมที่จะทนจมปลักอยู่กับความล้มเหลวนานเกินไป  เพราะหากเราตรงอยู่นั้นนานก็จะทำให้ความล้มเหลวเกาะกินหัวใจของเราไปเรื่อยๆ 
            ความคิดบวกนั้นคุณสามารถสร้างขึ้นและเพาะบ่มให้มากขึ้นได้ทุกวัน  เพียงแค่ตอนเช้าที่คุณตื่นมา  คุณบอกกับตัวเองว่าคุณทำได้  คุณสามารถประสบความสำเร็จได้  คุณพร้อมแล้วที่จะขึ้นไปยืนบนจุดนั้น  เมื่อเริ่มทำงานก็ให้ย้ำความคิดตัวเองอีกครั้ง  จนกระทั่งก่อนนอนก็ไม่ลืมบอกตัวเองว่าคุณทำได้และต้องประสบความสำเร็จแน่นอน
            ความคิดบวกที่ทำให้เกิดความสำเร็จนั้นไม่ใช่เพียงแต่เชื่อว่าตนเองทำได้ในระดับธรรมดา  แต่ต้องมีความเชื่อที่แรงกล้า  ยิ่งแรงกล้ากว่าคนอื่นมากเท่าไร  คุณก็จะมีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตได้มากเท่านั้น
            ความคิดในแง่ลบถือเป็นศัตรูตัวฉกาจที่ทำให้ผู้คนเกิดความล้มเหลวไม่น้อย  จนมีคนกล่าวว่า  อุปสรรคจากภายนอกนั้นยังไม่ร้ายกาจเท่าอุปสรรคที่สร้างขึ้นในใจเรา  หากว่าคุณต้องการประสบความสำเร็จก็ควรที่จะลบความคิดในแง่ลบเหล่านั้นทิ้งไปให้หมด  เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวถ่วง   ทำให้คุณก้าวไปช้ากว่าที่ควรเป็น  เลิกมองว่าตัวเองไม่ดีเท่าเขา  เก่งไม่เท่าเขา  รวยไม่เท่าเขา  สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรคทางจิตใจอย่างใหญ่หลวง
            เรื่องของการคิดในแง่บวกนั้นมักจะถูกนำมาใช้เสมอในการทำงานใดๆ ก็ตาม  ซึ่งอาจจะบอกได้ว่าเป็นต้นแบบของการทำงานสมัยใหม่ก็ว่าได้   แต่มีเพียงน้อยคนเท่านั้นที่ประสบความสำเร็จจากสิ่งนี้  นั้นเป็นเพราะว่า  บททดสอบนี้ไม่ได้ง่ายเพียงแค่คิดบวกเท่านั้น  ยังมีเรื่องที่แฝงอยู่ในจิตใจอีกมาก  จำเป็นเหลือเกินที่คุณต้องหมั่นคิดและพูดกับตัวเองให้มาก  ทำให้ความเชื่อเหล่านี้ฝังอยู่ในจิตใจอย่างไม่เสื่อมสลาย
            หลายคนมักบ่นเสมอว่า  ทำไมอุปสรรคมักเยอะมาก  กว่าจะถึงความสำเร็จ แต่อยากให้เข้าใจว่านั้นเป็นเครื่องหมายที่ย้ำเตือนให้คุณรู้ว่าคุณนั้นมาถูกทางแล้ว  การมองอุปสรรคนั้นจำเป็นต้องมองอย่างเข้าใจมันจริงๆ  อย่ามองว่าอุปสรรคเป็นเรื่องที่น่ากลัว  อยากหลบเลี่ยงหรือหลีกหนีให้ไกลจากมัน  เพราะนั่นจะกลายเป็นว่าคุณกำลังวิ่งหนีความสำเร็จอยู่
            วิธีจัดการกับอุปสรรคนั้นควรเริ่มจากจิตใจที่เข้มแข็ง  แน่วแน่ พร้อมที่จะต่อสู้กับอุปสรรคเสียก่อน  จากนั้นค่อยมามองว่าอุปสรรคเหล่านั้นเกิดขึ้นมาจากสาเหตุใด พยายามแก้ไขไปทีละขั้นทีละตอน  จนแก้ไขได้สำเร็จ  หากว่าเป็นสิ่งที่ยากเกินไปก็ควรหาที่ปรึกษาที่น่าเชื่อถือได้  เชื่อว่าทางออกก็คงอยู่ไม่ไกลอย่างที่คิด  สิ่งที่ควรระวังคือการละทิ้งอุปสรรคให้มันนานเกินไปจนไม่สามารถแก้ไขได้ภายหลัง
            หลังประตูแห่งอุปสรรคมีความสำเร็จรออยู่  เป็นทางเดียวเท่านั้นที่จะไปสู่ความสำเร็จได้  ผู้ประสบความสำเร็จทั้งหลายต่างเคยผ่านเส้นทางนี้มาด้วยกันทั้งนั้น  หากว่าคุณอยากที่จะเป็นหนึ่งในนั้น  จำเป็นเหลือเกินที่จะต้องผ่านอุปสรรคทั้งหลายด้วยหัวใจที่คิดบวก  เด็ดเดี่ยว  มั่นคง  และกล้าลงมือทำ
            คริสโตเฟอร์  โคลัมบัส  ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้พบทวีปอเมริกาเป็นคนแรก  หลายคนคิดว่าการพบทวีปอเมริกาของเขาเป็นเรื่องบังเอิญ  แค่ล่องเรือไปพบทวีปใหม่เท่านั้น  เรื่องแบบนี้ใครๆก็ทำได้
            วันหนึ่งในงานเลี้ยงกษัตริย์สเปนก็มีเสนาบดีเอาเรื่องนี้มาพูดอีกเขาก็หยิบไข่ต้มขึ้นมาหนึ่งใบ แล้วบอกให้ตั้งไม่ให้ล้ม  ไม่มีใครตั้งได้ในงานเลี้ยงนั้นแม้แต่คนเดียว
            เขาจึงยิ้มหยิบไข่ขึ้นมาทุบที่ปลายทำให้ไข่ตั้งได้  คนพวกนั้นก็ยังไม่ยอมอีก   บอกว่า  ใครๆ  ก็ทำได้
            เขาจึงบอกว่า  ทำได้แล้วทำไมถึงไม่ทำ   คนเหล่านั้นถึงเงียบกริบยอมจำนน  หัวใจสำคัญของความสำเร็จของโคลัมบัสคือการตื่นขึ้นมาล่องเรือออกจากแผ่นดิน   แม้ในทุกๆวัน  ที่ยังไม่เห็นแผ่นดิน  แต่เขาจะคิดบวกอยู่ตลอดเวลาว่า  เขากำลังเดินทางเข้าใกล้แผ่นดินในทุกๆวัน  ทำให้เขาเดินทางด้วยความหวังตลอดเวลาและสุดท้ายก็ทำสำเร็จได้ในที่สุด

            คนที่มีชีวิตที่คิดบวกเป็นคนที่กำลังเดินทางสู่ความสำเร็จสู่ความฝันที่ตนเองปรานาทุกประการ

วันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

คุณค่าของชีวิตด้วยการรักตัวเอง


คุณค่าของชีวิตด้วยการรักตัวเอง

            ความรักเป็นสิ่งที่สวยงามที่เรามีให้ต่อกัน  เป็นสิ่งที่ทำให้โลกนี้น่าอยู่มากขึ้น  ความรักที่ดีคือความรักที่มีทั้งการให้และการรับ  คนที่รู้จักความรักจะสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมนี้ได้อย่างเป็นสุข  ไม่ว่าจะเป็นความรักของหนุ่มสาว  ความรักของพ่อแม่  ความรักระหว่างเพื่อน  และแม้แต่ความรักตัวเอง  ซึ่งการรู้จักรักตัวเองเป็นจุดเริ่มต้นของความรักทุกรูปแบบ  เพราะถ้าไม่รู้จักรักตนเองแล้วก็จะไม่รู้คุณค่าของการให้และการได้รับ  ไม่รู้คุณค่าของการมีชีวิตอยู่และไม่มีความสุขในชีวิต  เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วจะไปมอบความรักให้คนอื่นต่อไปได้อย่างไร  หากคิดที่จะรักคนอื่น ให้เราเริ่มจากความรักในคุณค่าของตัวเองก่อน   ล้าเราจะพบกับความรักที่มีความสุขอย่างแท้จริง

วันพฤหัสบดีที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2556

25 วิธีมีความสุข ไม่ใช่เรื่องยากหากต้องการใช้ชีวิตให้เต็มที่


ถ้าอยากมีความสุข คุณต้องรู้จักซึมซับความรู้สึกอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นความโศกเศร้าหรือความโกรธที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน รวมทั้งยอมรับในสิ่งที่คุณมีและสถานภาพที่คุณเป็น เพื่อจะได้มีความสุขกับชีวิตมากที่สุดเท่าที่จะทำได้หากคุณหาสาเหตุไม่ได้ว่าทำไมจึงไม่มีความสุขทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้ลำบากยากแค้นอะไร ลองอ่านข้อคิดต่อไปนี้เพื่อจะได้ระลึกว่า "เราเองก็มีชีวิตที่ดีทีเดียว"
1.คิดใหม่ ใช้ชีวิตราวกับว่าวันนี้เป็นวันสุดท้าย คนที่ป่วยหนักหรือเผชิญกับอุบัติเหตุใกล้ตาย เห็นโศกนาฏกรรมหรือสูญเสียบุคคลผู้เป็นที่รักมักมีมุมมองชีวิตที่ต่างออกไป หลายคนบอกว่าจะไม่ปล่อยเวลาให้สายเกินไปอีกแล้ว จะท่องเที่ยวไปในโลกกว้างหรือติดต่อพบปะเพื่อนฝูง เราทุกคนก็ควรตระหนักว่าอาจไม่มี "พรุ่งนี้ก็ได้
2.จดบันทึก เขียนเล่าถึงสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นกับคุณทุกวัน การจดบันทึกยังช่วยแก้ปัญหาและขจัดเรื่องไม่ดีที่รกสมองออกไปได้ด้วย ลองเริ่มเขียนตั้งแต่วันนี้ รับรองได้ผลแน่
3.มองในแง่มุมอื่นบ้าง ลองคิดว่าคุณอยากให้คนอื่นจดจำคุณในด้านใด หรือหากวันหนึ่งต้องเล่าเรื่องชีวิตตนเองให้หลานๆ ฟัง คุณจะเล่าอะไร คุณจำเป็นต้องเปลี่ยนผ้าปูที่นอนทุกสัปดาห์และถูบ้านทุกวันหรือ แล้วที่คุณพลาดการแสดงละครของลูกที่โรงเรียนเมื่อปีที่แล้วเพราะติดประชุมเล่า ตอนนี้คุณรู้สึกอย่างไรบ้างเมื่อมองย้อนกลับไป
4.อย่าให้เรื่องเล็กน้อยกวนใจ ไม่คุ้มหรอกที่จะหัวเสียกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง หากคนขับรถคันข้างๆ ไม่ยอมให้คุณเบียดเข้าเลนก็ยิ้มและโบกมือให้เขาไปเลย แล้วจะหงุดหงิดไปทำไมหากพลาดรถเที่ยวเช้า หากาแฟดื่มขณะนั่งรอคันต่อไปดีกว่า
5.ทำงานยากให้เสร็จ ลงมือได้แล้วอย่าผัดวันประกันพรุ่ง โอ้เอ้ไปก็มีแต่ทำให้หนักใจเหนื่อยกาย ไหนๆ งานนี้ก็ต้องทำโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง ก็น่าจะทำให้เสร็จแทนที่จะมัวกังวลและคิดจนรกสมอง
6.เลิกทำตัวจำเจ ชีวิตคงหน้าเบื่อหากทำอะไรซ้ำซากทุกวันทุกสัปดาห์ เราน่าจะมีเรื่องแปลกใหม่มาทำให้หัวใจกระชุ่มกระชวยบ้าง ถ้าเอาแต่นอนตื่นสายทุกวันอาทิตย์ก็น่าจะลุกขึ้นมาแต่เช้าไปกินอาหารอร่อยๆ นอกบ้าน หรือไปตลาดแล้วจ่ายกับข้าวมาทำอาหารมื้ออร่อยกินกันที่บ้าน
7.อย่าเปรียบตัวเองกับคนอื่น ใครจะมีสระว่ายน้ำ เครื่องเสียงแพงๆ รุ่นล่าสุด หรือรถหรูใหม่เอี่ยมไม่ต้องสนใจ หากดูให้ดีๆ คุณอาจพบว่าคนพวกนี้ต้องทำงานสัปดาห์ละเจ็ดวัน ไม่มีเวลาเจอหน้าคนในบ้านหรือเพื่อนฝูง หรืออาจต้องผ่อนหนี้สินไปอีกหลายสิบปี แล้วชีวิตอย่างนี้ดีจริงหรือ
8.กำจัดข้าวของรกในบ้าน เสื้อผ้าที่ไม่เคยใส่มาเป็นปี เครื่องครัวที่ตั้งอยู่ตรงนั้นจนน้ำมันจับเป็นคราบหนา ไหนจะของเล่น หนังสือเก่า และเครื่องเรือน ยกไปบริจาคเถิด นอกจากจะได้บุญแล้ว ชั้นวางของและห้องต่างๆ ในบ้านจะโล่งและเป็นระเบียบมากขึ้น
9.รู้จักเอ่ยคำว่า "ไม่ไม่ต้องลงมือทำเองทุกเรื่องเพราะชีวิตคุณก็วุ่นวายพออยู่แล้ว ไหนจะต้องทำเรื่องโน้น สะสางเรื่องนี้ ปล่อยให้สมองมีที่ว่างเพื่อคิดหรือทำอะไรเพื่อตัวเองบ้าง
10.รดน้ำต้นรัก รักคู่ครองของคุณอย่างที่เขาเป็น ที่คุณคิดว่าเขาเปลี่ยนไปนั้นเป็นความจริงหรือ (คิดให้ดีก่อนตอบของทุกอย่างเมื่อใช้งานไปได้ระยะหนึ่งก็ต้องบำรุงรักษาหรือซ่อมแซมเป็นธรรมดา ความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาก็เช่นกัน ต้องมีการดูแลใส่ใจกันบ้าง
11.อย่าให้ความคุ้นเคยกลายเป็นไม่ไว้หน้า หากคุณให้เกียรติเพื่อนหรือผู้อื่น คู่ครองหรือคนในครอบครัวคุณก็ควรได้รับการปฏิบัติแบบเดียวกัน และคุณเองก็ควรได้เกียรติจากคนในครอบครัวเช่นกัน
12.มอบความรักให้ครอบครัวและเพื่อนๆ อย่าเขินที่จะบอกคนเหล่านี้ว่าคุณรักพวกเขาตรงไหน เมื่อเขาทำอะไรดีๆ ให้ก็กล่าวคำชื่นชมบ้าง คำชมเล็กๆ น้อยๆ ไม่เคยทำร้ายใคร
13.อย่ารับปรับทุกข์ทุกเรื่อง หากปัญหาของเพื่อนเริ่มมีผลกระทบต่อตัวคุณ ก็ไม่ต้องฝืนทำตัวเป็นเสาหลักให้เขาพิงอยู่เรื่อยไป ให้เพื่อนหัดแก้ปัญหาและก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยตัวเอง
14.ติดต่อเพื่อนเก่า คุณอาจขาดการติดต่อกับเพื่อนไปนาน แต่ก็ยังไม่สายเกินไปที่จะโทรศัพท์ ส่งอีเมล์ หรือเขียนจดหมายถึงเขา และนานแค่ไหนแล้วที่คุณไม่ได้คุยกับป้า ท่านอยากได้ยินเสียงคุณจะแย่แล้ว
15.บำรุงอารมณ์ด้วยสีเขียว ดอกไม้สดจากสวน หรือตื่นแต่เช้าไปตลาดซื้อดอกไม้ ผักผลไม้ราคาไม่แพงมาแต่งบ้านให้สดใส คุณเคยมีสวนกระถางในบ้านไม่ใช่หรือ นำกลับมาอีกครั้ง แล้วบ้านคุณจะชุ่มชื่นมีชีวิตชีวาแน่นอน
16ไปทะเลกันดีกว่า ทิวทัศน์กว้างไกล สายลม เกลียวคลื่น สองเท้าเปลือยเปล่าย่ำบนผืนทราย และแสงแดดระยับ ไม่มีอะไรทำให้จิตใจเริงรื่นชื่นบานได้ดีกว่านี้อีกแล้ว
17.สร้างสรรค์ผลงาน จะเป็นภาพเขียน งานปั้น เย็บปักถักร้อย อบขนม จัดสวน หรืออะไรก็ได้
18.สูดอากาศบริสุทธิ์ ออกไปข้างนอกหรือเปิดหน้าต่างกว้างๆ สูดหายใจให้เต็มปอด คุณจะรู้สึกว่าอากาศเสียถูกขับออกจากตัว
19.ออกไปเดินเล่น การออกกำลังเบาๆ จะช่วยเติมชีวิตชีวาให้คุณทั้งร่างกายและจิตใจตั้งแต่เดินเล่นครั้งแรกเลยทีเดียว การออกกำลังสม่ำเสมอจะทำให้คุณกระปรี้กระเปร่าและรู้สึกดีขึ้นทุกวัน
20.ดูหนังตลกและหัวเราะให้สบายใจ ร้านให้เช่าวิดีโอมีหนังเบาสมองให้เลือกมากมาย จะเป็นหนังไทยหรือฝรั่งไม่สำคัญ ปล่อยเสียงหัวเราะออกมาบ้าง
21.ย้ายเครื่องเรือนและของแต่งบ้าน หรืออาจทาสีห้องและผนังใหม่ด้วย รับรองว่าบรรยากาศที่ได้คุ้มค่าไม่แพ้วันหยุดเลยทีเดียว
22.รอคอยสิ่งดีๆ เช่นวันหยุดพักร้อน ออกไปเที่ยวกับเพื่อนฝูง หรือแม้แต่ไปนวดแผนโบราณ
23.ชวนเพื่อนมากินมื้อค่ำ จัดห้องและโต๊ะอาหารที่บ้านให้แปลกไปจากเดิม เสิร์ฟเครื่องดื่มค็อกเทลหรือแชมเปญ เปิดเพลงเสริมบรรยากาศ สนุกกับการเตรียมอาหาร ทุกคนจะปลาบปลื้มหากเห็นว่าคุณทุ่มสุดฝีมือ แล้วค่ำคืนนั้นก็จะครึกครื้น
24.ยิ้มไว้ ยิ้มเป็นโรคติดต่อ ไม่เชื่อก็ลองยิ้มดูสิ
         25.ทำให้คนอื่นมีความสุขบ้าง ทำเพื่อตัวเองมามากแล้วก็น่าจะทำเพื่อคนอื่นบ้าง เริ่มจากอดกลั้นไม่บีบแตรไล่รถที่วิ่งเหมือนเต่าคลาน หรืออาสาช่วยงานกุศล เพียงเท่านี้ การใช้ชีวิตให้สุดคุ้มก็ไม่ยาก

ขอบคุณข้อมูลดีๆ  จาก http://everykid.com/worldnews3/25happyness/index.html



วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ทิศทั้ง 8 ทิศ แบบไทย




      1. ทิศเหนือ                         เรียกว่า   ทิศอุดร
      2. ทิศใต้                             เรียกว่า   ทิศทักษิณ
      3. ทิศตะวันออก                     เรียกว่า   ทิศบูรพา
      4. ทิศตะวันตก                       เรียกว่า   ทิศประจิม
      5. ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ        เรียกว่า   ทิศอีสาน
      6. ทิศตะวันออกเฉียงใต้            เรียกว่า   ทิศอาคเนย์
      7. ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ          เรียกว่า   ทิศพายัพ
      8. ทิศตะวันตกเฉียงใต้              เรียกว่า   ทิศหรดี 


ทิศโบราณทั้ง 32 ทิศ

๑. ทิศอุดร
๒. ทิศอุดรภาคบูรพา
๓. ทิศอุตรีสาน
๔. ทิศอีสานภาคอุดร
๕. ทิศอีสาน
๖. ทิศอีสานภาคบูรพา
๗. ทิศบุริมีสาน
๘. ทิศบูรพาภาคอุดร
๙. ทิศบูรพา
๑๐. ทิศบูรพาภาคทักษิณ
๑๑. ทิศบูริมาคเนย์
๑๒. ทิศอาคเนย์ภาคบูรพา
๑๓. ทิศอาคเนย์
๑๔. ทิศอาคเนย์ภาคทักษิณ
๑๕. ทิศทักษิณาคเนย์
๑๖. ทิศทักษิณภาคบูรพา
๑๗. ทิศทักษิณ
๑๘. ทิศทักษิณภาคประจิม
๑๙. ทิศทักษิณเนรดี
๒๐. ทิศหรดีภาคทักษิณ
๒๑. ทิศหรดี
๒๒. ทิศหรดีภาคประจิม
๒๓. ทิศปัจฉิมเนรดี
๒๔. ทิศประจิมภาคทักษิณ
๒๕. ทิศประจิม
๒๖. ทิศประจิมภาคอุดร
๒๗. ทิศปัจฉิมพายัพ
๒๘. ทิศพายัพภาคประจิม
๒๙. ทิศพายัพ
๓๐. ทิศพายัพภาคอุดร
๓๑. ทิศอุดรพายัพ
๓๒. ทิศอุดรภาคประจิม

ขอบคุณข้อมูลดีจาก  http://writer.dek-d.com/emperors/story/viewlongc.php?id=310423&chapter=26 

วันอาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ทะเบียนรถมหามงคล

จากข่าวที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับเรื่อง กรมขนส่งฯ เตรียมนำป้ายทะเบียนแบบใหม่แทนรุ่นเดิม มั่นใจใช้ได้อีก 157 ปีจึงทำให้หลายคนอยากมีป้ายทะเบียนที่ช่วยเสริมมงคลแก่ตัวเอง วันนี้เราจึงมีการคำนวณหาค่าตัวเลขจากป้ายที่ช่วยเสริมมงคลให้แก่คุณๆ มาฝากกันค่ะ
ตัวอย่าง หมายเลขทะเบียน ศว 1212 คือ 1 + 2 + 1 + 2 = 6 ให้ดูความหมายเลข 6
ตัวอย่าง หมายเลขทะเบียน ศศ 5959 คือ 5 + 9 + 5 + 9 = 28 แปลง 2 + 8 = 10 แปลง 1 + 0 = 1 ให้ดูความหมายเลข 1
เลข 1 หมายถึง มีตำแหน่งใหญ่ มีโลกส่วนตัว ชีวิตครอบครัวไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร ส่งผลให้ทำเพียงผู้เดียว อยู่กับครอบครัว
เลข 2 หมายถึง ผู้หญิง ความสุข ความสบาย การมีคู่ช่วยเหลือ และนำพาความสะดวกมาให้รถคันนี้มากมาย
เลข 3 การมีชีวิตอยู่อย่างมี การให้กำเนิดและการเริ่มต้นที่ดีเป็นเลขพระ บ่งบอกการเริ่มต้นสำเร็จต่างๆ และกำไรต่างๆ และอาจหมายถึงอุบัติเหตุ
เลข 4 คดีความ ทะเลาะ มีปัญหา ไม่ดี แก้นำทองแผ่น 3 แผ่นแปะให้พระเจิม เป็นสิริมงคลแก่รถ และขอพรเทพให้ช่วยคุ้มครองให้ปลอดภัย
เลข 5 หมายถึงการซ่อมแซม การติดขัดเรื่องเงิน แก้โดยนำพวงมาลัยถวายแม่ย่านาง ทุกวันเกิดตนเองให้แคล้วคลาดและโชคดีขึ้น
เลข 6 หมายถึง แสดงถึงคนช่วยเหลือมากมาย คนให้เงินและมีความเจริญรุ่งเรือง แคล้วคลาดจากอันตราย
เลข 7 หมายถึง ต้องเสียเงินกับการเดินทาง อุบัติเหตุ แก้ให้นำดอกไม้ถวายพระในรถขอพรให้ทุกวันเกิดตนเองจะทำให้ตนเองมีเงินมากขึ้น และแคล้วคลาด
เลข 8 หมายถึง ความรุ่งเรือง ความมั่งมี และสมหวังด้านการงานและสุขภาพ สมบูรณ์ดี
เลข 9 หมายถึง ความสำเร็จนิรันดร ความก้าวหน้า ความสุขต่อไป แคล้วคลาดปลอดภัยดี
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การเลือกเลขให้มีโชค จะทำให้ตัวคุณพบกับสิ่งที่ดี เสริมดวงทำให้ตัวเองดีขึ้นต่อไป แต่อย่างไรก็ดีการคำนวณตัวเลขเป็นเพียงความเชื่อส่วนบุคคล(เราไม่ขอชี้นำให้ทุกท่านงมงาย) ที่ทำเพื่อความสบายใจ ทางที่ดีผู้ขับขี่รถเองก็ควรขับรถด้วยความไม่ประมาทเช่นกัน จึงจะส่งผลดีต่อตนเองและคนรอบข้างมากที่สุดค่ะ
ขอบคุณข้อมูลจาก www.giftgaemall.com

วันเสาร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ทฤษฎีนักสังคมวิทยา Max Weber (แมกซ์ เวเบอร์)

ทฤษฎีนักสังคมวิทยา
Max Weber (แมกซ์ เวเบอร์)

Max Weber – ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับการจัดองค์การแบบ ระบบราชการ หรือ Bureaucracy
ขึ้นมา
ระบบราชการ  (Bureaucracy) หรือ ระบบราชการ อาจแยกพิจารณาได้เป็น 2 แบบ
1.             Bureaucracy – ในฐานะที่เป็นสถาบันทางสังคม (social institute) สถาบันหนึ่ง นั่นคือ เป็นสถาบันการบริหาร / การปกครองของรัฐ
1.1      ถือเป็นสถาบันหนึ่งของกระบวนการในการปกครองประเทศ
1.2      เป็นสถาบันที่มีหน้าที่ ต้องปกป้อง ดูแล รักษาผลประโยชน์บ้านเมือง อีกแห่งหนึ่ง
1.3      ต้องการอิสระในการทำงาน  เป็นสถาบันที่มั่นคง ยากต่อการเปลี่ยนแปลง  แก้ไข
2.             bureaucracy - ในฐานะที่เป็น รูปแบบหนึ่งของการจัดองค์การ (a form of organization) ในแง่นี้ คือ       
2.1       ระบบการบริหาร หรือระบบการทำงานระบบหนึ่ง
  2.2  มีโครงสร้างแบบที่เรียกว่า “Weberian Bureaucracy”

  2.3  เป็นสิ่งที่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ ตามความเหมาะสมกับสภาพการณ์ต่าง ๆ

     ข้อสมมติฐาน องค์การแบบระบบราชการเป็นองค์การที่ดีที่สุด และมีประสิทธิภาพ  ประสิทธิผล และประหยัดที่สุดเหตุผล 
1.             ยึดหลักการบริหารที่อาศัยความมีเหตุมีผล และ ความถูกต้องตามกฎหมายในการปฏิบัติงาน
 2.  มีการแบ่งงานกันทำอย่างเป็นทางการตามตัวบทกฎหมาย
3.  อาศัยหลักความรู้ความสามารถ (ระบบคุณธรรม)   เป็นเกณฑ์ในการบริหารงานบุคคล4.  สามารถพยากรณ์พฤติกรรมหรืออปรากฎการณ์ได้
            ระบบราชการ (bureaucracy) เป็นรูปแบบโครงสร้างของการจัดองค์การขนาดใหญ่ที่สามารถนำไปใช้เป็นวิธีการใน การจัดองค์การได้ทั้งในภาครัฐและเอกชน ไม่ใช่ระบบการบริหารที่ใช้ในองค์การภาครัฐเท่านั้น แต่ในองค์การภาคเอกชนขนาดใหญ่ก็นำไปใช้ด้วย
Bureaucracy  จึงเป็นระบบการบริหารระบบหนึ่งที่นิยมนำไปใช้ในองค์การขนาดใหญ่ที่มีคนจำนวนมาก มีภารกิจที่ต้องทำมาก

             กลไกการบริหาร (administrative apparatus) เป็นกลไกการควบคุม และทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมระหว่าง
             ผู้นำและกลุ่มชนที่ถูกปกครอง กลไกการบริหาร ต้องมีรูปแบบที่เหมาะสมกับรูปแบบแห่งอำนาจที่ผู้นำในสังคมนั้นใช้อยู่

รูปแบบแห่งการใช้อำนาจในการปกครองบังคับบัญชา ตามแนวคิดของ Max Weber แบ่งเป็น 3 รูปแบบ
             -Charismatic Domination รูปแบบการใช้อำนาจเฉพาะตัวแบบอาศัยบารมี กลไกลการบริหารที่ใช้คือ
Dictatorship, communal
             -Traditional domination รูปแบบการใช้อำนาจแบบประเพณีนิยม
             -Feudal / Patrimonial (ระบบศักดินา / เจ้าขุนมูลนาย) รูปแบบการใช้อำนาจตามกฎหมาย (Legal domination)

ระบบราชการ (bureaucracy)
             จะทำหน้าที่เป็นกลไกการบริหารของกลุ่มชน โดยผู้นำจะใช้อำนาจที่มีอยู่ตามกฎหมายปกครอง บังคับบัญชาโดยผ่านระบบราชการ
องค์การแบบระบบราชการตามแนวคิดของ Max Weber จะประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ 7ประการดังนี้
             1. หลักลำดับขั้น (hierachy)
             2. หลักความรับผิดชอบ (responsibility)
             3. หลักแห่งความสมเหตุสมผล (rationality)
             4. การมุ่งสู่ผลสำเร็จ (achievement orientation)
             5. หลักการทำให้เกิดความแตกต่างหรือความชำนาญเฉพาะด้าน (differentation, specialization)
             6. หลักระเบียบวินัย (discipline)
             7. ความเป็นวิชาชีพ (professionalization)

1. หลักลำดับขั้น (heirachy) 
             หลักการนี้ มีเป้าหมายที่จะทำให้องค์การต้องอยู่ภายใต้การควบคุม โดยเชื่อว่า การบริหารที่มีลำดับขั้น จะทำให้ระบบการสั่งการและการควบคุมมีความรัดกุม ทำให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพการบริหารที่เน้นกฎเกณฑ์และขั้น ตอนมีความเหมาะสมในช่วงศตวรรษที่ 19-20 แต่เมื่อสถานการณ์โลกเปลี่ยนไปการบริหาร
             ตามลำดับขั้นจึงเริ่มมีปัญหา เพราะการทำงานในปัจจุบันต้องการความรวดเร็ว คนต้องการเสรีภาพมากขึ้นประชาชนต้องการบริการที่สะดวกรวดเร็ว แต่ในองค์การขนาดใหญ่ที่ใช้ระบบราชการ  มีคนจำนวนมาก แต่มากกว่าครึ่งจะอยู่ในตำแหน่งระดับผู้บริหาร หัวหน้างาน กว่าจะตัดสินใจงานสำคัญๆต้องรอให้ผู้บริหาร 7-8 คนเซ็นอนุมัติตามขั้นตอน และยังมีกฎเกณฑ์มากมาก ส่วนพนักงาน (ข้าราชการ) ระดับล่างจำนวนมาก ทั้งหมดมีหน้าทีทำงานเอกสาร โดยการตรวจบันทึกของคนอื่นแล้วเขียนบันทึกส่งให้เจ้านาย  คำบันทึกหรือรายงานเต็มไปด้วยศัพท์อันหรูหรา นอกจากนี้ยังมีฝ่ายวางแผน ฝ่ายวิชาการ เป็นผู้จัดทำแผนยุทธศาสตร์หนาปึกใหญ่ให้เจ้านาย
             การที่ผู้นำคิดว่า วิธีการบริหารองค์การขนาดใหญ่คือ เผด็จการ ถือเป็นความเชื่อที่ผิดมาก เพราะผู้บริหารสูงสุดไม่ได้รู้คำตอบได้ทุกเรื่อง แต่ควรมองหาคำตอบที่ดี ถูกต้องจากผู้อื่นด้วย การลดขั้นตอน ลดลำดับขั้นของการสั่งการออกไป ในขณะที่รักษาความสามารถในการควบคุมที่จำเป็นไว้ โดยการตัดขั้นตอนของผู้บริหารที่ไม่เพิ่มมูลค่าให้กับงานออก เพื่อจัดองค์การที่เป็นแนวราบมากขึ้น  และทำให้คนที่ทำงานในระดับรอง ๆ ลงมาสามารถควบคุมดูแลและรับผิดชอบต่อความสำเร็จและความล้มเหลวของตนเอง
2. ความสำนึกแห่งความรับผิดชอบ (responsibility)
             เจ้าหน้าที่ทุกคนต้องมีความสำนึกแห่งความรับผิดชอบต่อ  การกระทำของตนความรับผิดชอบ หมายถึง การ รับผิดและรับชอบต่อการกระทำใด ๆ ที่ (responsibility) ตนได้กระทำลงไปและความพร้อมที่  จะให้มีการตรวจสอบโดยผู้บังคับบัญชาอยู่ตลอดเวลาด้วย
             อำนาจ (authority) หมายถึงความสามารถในการสั่งการ บังคับบัญชา หรือกระทำการใด ๆ เพื่อให้มีการดำเนินการ หรือปฏิบัติการต่าง ๆ ตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมา
             - อำนาจหน้าที่เป็นสิ่งที่ได้มาอย่างเป็นทางการตามตำแหน่ง
             - อำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบจะต้องมีความสมดุลกันเสมอ
             - การได้มาซึ่งอำนาจในทัศนะของ Max Weber คือ การได้อำนาจมาตามกฎหมาย (legal authority)
             - ภาระหน้าที่ (duty) หมายถึงภารกิจหน้าที่การงานที่ถูกกำหนด หรือได้รับมอบหมายให้กระทำ
3. หลักแห่งความสมเหตุสมผล (rationality)
             ความถูกต้องเหมาะสมของแนวปฏิบัติที่จะนำมาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานให้บรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพ
             ประสิทธิผล (effective) การทำงานหรือการดำเนินกิจการใด ๆ ที่สามารถประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้
             ประสิทธิภาพ (efficiency) ความสามารถในการที่จะใช้ทรัพยากรบริหารต่าง ๆ ที่มีอยู่ ซึ่งได้แก่ คน เงิน วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ เวลาไปในทางที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการดำเนินงานนั้นได้มากที่สุด
             ประหยัด (economic) ความสามารถในการที่จะประหยัดทรัพยากรบริหาร แต่สามารถที่จะให้บริการ หรือผลิตออกมาให้ได้ระดับเดิม
การประเมินผลการปฏิบัติงาน  ที่มีความเกี่ยวพันกับเป้าหมาย ขององค์การอาจทำได้ 2 วิธีคือ
             1. การวัดผลการปฏิบัติงานในลักษณะที่เรียกว่า ประสิทธิผล (effectiveness) จะเป็นการกำหนดขอบเขต หรือ ขนาดที่องค์การต้องการบรรลุผลสำเร็จไว้ แล้วมีการประเมินผลหลังจากที่มีการปฏิบัติแล้วว่าสามารถดำเนินการให้ได้ผล ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้หรือไม่  ถ้าสำเร็จก็คือว่าบรรลุเป้าหมาย หรือ มีประสิทธิผล (where)
             2. การวัดประสิทธิภาพ (efficiency) หมายถึงระดับที่องค์การใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์ เป็นการวัดผลในทางเศรษฐศาสตร์  มีการวัดต้นทุน ค่าใช้จ่ายต่อหน่วยผลิตที่ได้ เป็นการวัดว่าองค์การบรรลุเป้าหมายได้อย่างไร (how)
แนวทางที่จะนำไปสู่ความสมเหตุสมผลหรือประสิทธิภาพ
             1. มีการกำหนดระเบียบวิธีการปฏิบัติงาน ขึ้นมาไว้อย่างชัดเจนในรูปของกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับขององค์การ
            Weber ให้ความสำคัญกับกระบวนการทำงาน (work process) ว่ามีความสำคัญต่อการที่จะทำให้งานบรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพ (work outcome) เพราะวิธีการทำงานแสดงให้เห็นว่า จะทำงาน อย่างไร (how to) โดยวิธีการใดจึงทำให้งานสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ
             มาตรการพัฒนาและบริหารกำลังคนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบราชการ (มาตราการที่3)
 วัตถุประสงค์ คือ
             1.1 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบราชการให้สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ โดยมุ่งตอนสนองความต้องการของประชาชน
             1.2 เพื่อพัฒนาข้าราชการที่มีประสิทธิภาพการทำงานต่ำ (5%) ได้รับการพัฒนาเพิ่มทักษะ ความรู้ ความสามารถให้สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่
ประสิทธิภาพ (outcome)
             1.1 สามารถคัดคนที่ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ มีผลงานระดับต่ำสุดร้อยละ 5 ของหน่วยงานออกมาได้อย่างแท้จริง
             1.2 สามารถแก้ไขและพัฒนาข้าราชการที่ถูกพิจารณาว่ามีผลงานต่ำ ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ให้กลายเป็นคนที่มีความสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ลดละพฤติกรรมทำงานแบบเฉื่อยชา เอาเปรียบเพื่อนร่วมงาน เพื่อให้มาตราการที่ 3 สามารถถูกนำไปปฏิบัติได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องกำหนด ระเบียบวิธีปฏิบัติที่ ชัดเจน  เหมาะสม และสามารถนำไป

             2. มีการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานให้เกิดความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้อง ก่อนมอบหมายภาระหน้าที่ให้กระทำ
             3. ต้องมีการแยกทรัพย์สินส่วนตัวออกจากทรัพย์สินขององค์การอย่างเด็ดขาด
             -  ตำแหน่งงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการรักษาความยุติธรรมในสังคม และต้องการความอิสระในการปฏิบัติงาน ต้องมีการแต่งตั้งด้วยความระมัดระวังการกระทำต่างๆในองค์การต้องทำอย่างเป็น ทางการและมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรเสมอ การบริหารที่เน้นกฎเกณฑ์ เอกสารหลักฐาน ทำให้เกิดความล่าช้า ยุ่งยากไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้
             ทำอย่างไรจึงสามารถลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นออกเพื่อทำให้การทำงานเรียบง่าย รวดเร็ว มั่นใจ
ความรวดเร็ว-การลดปริมาณกระดาษที่ใช้ ปริมาณงานที่ทำ หรือการทำให้คนตัดสินใจได้เร็วขึ้น
             เรียบง่าย – กระบวนการทำงานที่ไม่มีขั้นตอนที่ซับซ้อน แต่ออกแบบให้ง่าย มีกฎเกณฑ์ ขั้นตอนเท่าที่จำเป็น
             มั่นใจ-การสร้างบรรยากาศที่ให้โอกาสข้าราชการ (พนักงาน) ทำงานด้วยความมั่นใจ กล้าคิดและทำในสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อผลประโยชน์สูงสุดขององค์การ ทำงานเพื่องาน ไม่ใช่เพื่อให้มีผลงาน
4. หลักการมุ่งสู่ผลสำเร็จ (achievement orientation)
             -  การปฏิบัติงานใด ๆ จะต้องมุ่งสู่เป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ขององค์การเสมอ (ประสิทธิผล)
             -  ประสิทธิผล หรือผลสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยปัจจัยอย่างน้อย 3 อย่างคือ
             1.  เจ้าหน้าที่ต้องมีหลักการและวิธีการในการตัดสินใจเลือกหนทางปฏิบัติได้อย่าง ถูกต้อง โดยถือหลัก ประสิทธิภาพ หรือ หลักประหยัด
             หลักประสิทธิภาพ (efficiency) - ในระหว่างทางเลือกหลาย ๆ ทางที่จะต้องใช้จ่ายเงินเท่ากัน ควรเลือกทางเลือกที่ก่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด
             หลักประหยัด  (economy) - ถ้ามีทางเลือกที่ก่อให้เกิดประสิทธิผลได้เท่า ๆ กัน หลายทางเลือก ควรเลือกทางเลือกที่เสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด
             2. ความมีประสิทธิผลในการบริหารงานจะเกิดขึ้นต่อเมื่อมีการแบ่งงานกันทำตามความชำนาญเฉพาะด้าน
             3. การบริหารจะได้รับประสิทธิผลสูงสุดต่อเมื่อมีการกำหนดวิธีการปฏิบัติงานที่ ถูกต้อง เหมาะสม กับลักษณะงาน  สถานที่ ช่วงเวลา สภาพแวดล้อม ในทางเศรษฐกิจ  สังคม การเมือง   และเป้าหมายหรือผลสำเร็จที่ต้องการ
5. หลักการทำให้เกิดความแตกต่างหรือการมีความชำนาญเฉพาะด้าน (Specialization)
             -  ลักษณะทางโครงสร้างขององค์การแบบระบบราชการ ต้องมีการแบ่งงาน  และจัดแผนกงาน หรือจัดส่วนงาน (departmentation) ขึ้นมา เพราะภารกิจการงานขององค์การขนาดใหญ่มีจำนวนมากจึงต้องมีการแบ่งงานที่ต้อง ทำออกเป็นส่วนๆ แล้วหน่วยงานมารองรับ
การจัดส่วนงานอาจยึดหลักการจัดองค์การได้หลายรูปแบบ  คือ
             1. การแบ่งส่วนงานตามพื้นที่ เป็นการแบ่งงานโดยการกำหนดพื้นที่ที่ต้องรับผิดชอบไว้อย่างชัดเจน และมีการกำหนดภาระกิจ บทบาท อำนาจหน้าที่ ที่องค์การต้องบริหารจัดการไว้ด้วย เช่น การแบ่งพื้นที่การบริหารราชการออกเป็น จังหวัด อำเภอ อ.บ.จ. อ.บ.ต. เทศบาล
             2. การแบ่งงานตามหน้าที่ หรือภารกิจที่องค์การจะต้องปฏิบัติจัดทำ เช่นการจัดแบ่งงานของกระทรวงต่างๆ เช่น กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการคลัง
             3. การแบ่งงานตามลูกค้า หรือผู้รับบริการ เช่น การแบ่งโรงพยาบาล ออกเป็น โรงพยาบาลเด็ก โรงพยาบาลหญิง โรงพยาบาลสงฆ์
             4. การแบ่งงานตามขั้นตอนหรือกระบวนการทำงาน โดยคำนึงว่างานที่จะทำสามารถแบ่งออกเป็นกี่ขั้นตอน อะไรบ้าง แล้วกำหนดหน่วยงานมารองรับ
6. หลักระเบียบวินัย (discipline)
             ต้องมีการกำหนดระเบียบ วินัย และบทลงโทษ ขึ้นมาเพื่อเป็นกลไกการควบคุมความประพฤติของสมาชิกทุกคนในองค์การ
7. ความเป็นวิชาชีพ (Professionalization)
             -  ผู้ปฏิบัติงานในองค์การราชการ ถือเป็นอาชีพอย่างหนึ่ง และต้องปฏิบัติงานเต็มเวลา
             -  ความเป็นวิชาชีพ  “รับราชการ”  นั้น ผู้ปฏิบัติงานจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับ กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ตลอดจนตัวบทกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานในภาระหน้าที่ของตนด้วย
ความสำเร็จของระบบราชการในอดีตเกือบ 100 ปี ที่ผ่านมา เพราะ
             -  มีวิธีการจัดองค์การที่ มีระบบการทำงานที่ชัดเจน ตั้งอยู่บนหลักการของความสมเหตุสมผล
             -  มีการใช้อำนาจตามสายการบังคับบัญชา มีการแบ่งงานตามหลักความชำนาญเฉพาะด้าน ทำให้ระบบราชการสามารถทำงานที่มีขนาดใหญ่ และสลับซับซ้อนได้อย่างดี
             -  ระบบราชการพัฒนาและใช้มาในช่วงที่สังคมยังเดินไปอย่างช้าๆและเพิ่งปรับ เปลี่ยนมาจากสังคมศักดินา ประชาชนยังไม่ตื่นตัวในเรื่องสิทธิเสรีภาพ
             -  ผู้มีอำนาจในระดับสูงยังเป็นผู้มีข้อมูลที่มากพอต่อการตัดสินใจได้ดีกว่าคนในระดับล่าง หรือประชาชนทั่วไป
             -  คนส่วนใหญ่ยังมีความจำเป็นและต้องการบริการสาธารณะจากรัฐเหมือน ๆ กัน  เช่นบริการทางด้านการรักษาพยาบาล การศึกษา สาธารณูปโภคต่างๆ องค์การภาครัฐที่บริหารแบบระบบราชการจึงสามารถดำเนินงานได้อย่างไม่มีปัญหา มากนัก
สรุปสาระสำคัญ ทฤษฎีองค์การและการวิเคราะห์ (ทฤษฎี Max Weber) จากการศึกษาวิชาทฤษฎีองค์การและการวิเคราะห์ในหัวข้อต่าง ๆ ได้แก่
          1) ทฤษฎีองค์การและพัฒนาการของทฤษฎี
          2) การวินิจฉัยองค์การ (Diagnosis)
          3) Strategy, Organization Design, and Effectiveness
          4) Corporate Identity และวัฒนธรรมองค์การ

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://suttikan-dba04.blogspot.com/2012/10/14-2-55-max-weber.html